แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีเป่าแคน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีเป่าแคน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลายลำเพลินแก้วหน้าม้า(ลายน้อย)

 การเป่าแคน ลายลำเพลิน



             การเป่าลายลำเพลิน(ลายน้อย) แนวทำนองการบรรเลงเช่นเดียวกับลายลำเพลิน(ลายใหญ่) แต่ระดับเสียงจะต่างกัน คือ ลายน้อยจะบรรเลงในโหมดของ Dm โดยติดสูดที่เสียง เร ลุกที่ 6 แพขวา และเสียง ลาสูง ลูกที่ 8 แพขวา มีแนวทำนองการบรรเลงหลายแบบตามยุคสมัยและความนิยมในแต่ละท้องถิ่น เช่น ในยุคลำเพลินแก้วหน้าม้า ลำเพลินมะโนราห์ ลำเพลินประยุกต์(เป็นทำนองลำที่ดัดแปลงเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง) ดังนี้เป็นต้น 


วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การฝึกใช้ลมในการเป่าแคนให้มีความไพเราะ

การฝึกใช้ลมในการเป่าแคนให้มีความไพเราะ

           การฝึกใช้ลมในการเป่าแคน  เพื่อให้ได้เสียงแคนมีความไพเราะ มีแนวทางในการปฏิบัติที่สำคัญที่ผู้ฝึกเป่าแคนจะต้องศึกษาให้เข้าใจ ดังนี้
               1. การฝึกใช้ริมฝีปาก ลิ้น และฟัน ในการเป่าแคน การทำให้เสียงแคนมีจังหวะหนักหรือเบามีหลายวิธี วิธีปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันของหมอแคนที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย คือ ในขณะ ที่เป่าแคนให้ทำริมฝีปากห่อเข้าและบีบเข้าหากันให้เหลือเป็นรูเล็กๆ เพื่อให้ลมที่เป่าผ่านออกมาหรือดูดเข้าไปในปากมีกำลังแรง ซึ่งจะทำให้เสียงแคนมีความกระชับ หนักแน่น กังวานและชัดเจนสม่ำเสมอ ดังภาพ
รูปปาก      2. การ ฝึกใช้ลมเป่าที่ถูกวิธี  การเป่าจะเลือกฝึกเป่าคู่เสียงใดก่อนก็ได้ เช่น ถ้าจะฝึกเป่าลา วิธีปฏิบัติ คือ ขณะที่ปิดรูนับเสียง ลา(ล ลฺ)ให้ออมริมฝีปากบีบเข้าหากันทำเป็นรูเล็กๆ และเผยอริมฝีปากให้บานออกเล็กน้อย จรดริมฝีปากแนบชิดกับรูเป่าแล้วเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกคล้ายๆ กับจะเปล่งเสียงของตัวพยัญชนะ “ ด หรือ ดร  หรือต หรือ  ล  หรือ  จ ”  โดยเปล่งออกมาเป็นสำเนียงของคำว่า “ดู” หรือ “แด”  หรือ “ตู”  หรือ  “แต” หรือ “แดน”  หรือ  “แลน”  “แจน” หรือ “แลน แจน” ดังนี้เป็นต้น แต่ด้วยโครงสร้างทางสรีรของปากและฟันแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน จึงอาจทำให้คุณภาพในการออกเสียงหรือการดูดลมเข้าการเปล่งลมออกแตกต่างกัน และอาจทำให้เสียงดังของแคนมีความไพเราะชัดเจนต่างกันด้วย  ดังนั้นผู้เป่าแคนจะต้องสังเกตเสียงแคนที่ตนเองเป่าว่าวิธีเปล่งลมเป่าแบบใดที่ทำให้เสียงแคนมีความไพเราะ กังวาน กระชับ ชัดเจน และหนักแน่นมากที่สุดก็ให้เลือกฝึกวิธีเป่าที่ตนถนัดนั้นให้คล่อง เพื่อนำไปใช้ในการเป่าลายแคนให้ไพเราะการฝึกขั้นต่อไป            3. จังหวะความเร็วในการใช้ลมเป่าแคน มี 2 แบบ   ดังนี้
                 3.1 ลมชั้นเดียว หรือบางทีเรียกว่า “ ลมเดียว หรือ ลมยาว ”  เป็นการเป่าหรือดูดลมออกช่วงจังหวะเดียวเสียงเดียวหรือหลายเสียงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำนองและจุดประสงค์ของผู้เป่า การใช้ลมแบบนี้ส่วนมากจะใช้ในการเป่าผ่อนลม เป่าสะบัด และเป่าอ้อน ซึ่งเป็นการเป่าลมยาวโดยในที่ขณะเปล่งลมออกให้ออมริมฝีปากคล้ายกับจะเปล่งเสียงของคำว่า “ดู” หรือ “แด”  หรือ “ตู” หรือ “แต” หรือ “แดน”  พร้อมกับกระดกปลายลิ้นปิดทางลมแล้วรีบเปิดออกโดยทำสลับกันไปเรื่อยๆ ช้าๆ  ตามลักษณะลมเป่าที่เหมาะสมกับตนเองดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นเริ่มแรกจึงควรฝึกเป่าเป็นช่วงลมยาวๆ ตามลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างเป็นธรรมชาติจนเกิดความเคยชิน และควรฝึกเป่าสลับเสียงเปลี่ยนกันไปให้ครบทุกคู่เสียงจนเกิดความชำนาญ
                  3.2 ลมสองชั้น บางทีเรียกว่า “ลมสั้น หรือ ลมเร็ว”  เป็นการผันลิ้นในขณะที่เปล่งลมเป่าหรือดูดลมเข้าโดยการกระดกปลายลิ้นขึ้นปิดกั้นลมที่เปล่งออกมาให้หยุดแล้วรีบเปิดออกสลับกันเป็นช่วงสั้นๆ อย่างเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ลมที่เปล่งออกมาหรือดูดเข้าไปถูกแบ่งออกเป็นช่วงสั้นๆ ช่วงละ1 จังหวะย่อยในแต่ละห้องเพลง (หรือ 1 ห้องเพลงจะเปล่งลมออกหรือดูดลมเข้าเป็นช่วงสั้นๆ 4 ครั้ง)  ดังนั้นการผันลิ้นเพื่อแบ่งลมเป่าเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันอย่างต่อเนื่องและเร็วเช่นนี้จึงเรียกว่า “ลมสองชั้น”  ซึ่งจังหวะการใช้ลมแบบนี้ส่วนใหญ่จะนำไป ใช้ในการเป่าตัดลม (จะกล่าวรายละเอียดในลำดับต่อไป)
           4. วิธีใช้ลมในการเป่าแคน  เมือฝึกการใช้ริมฝีปาก ลิ้น และฟัน พร้อมการผันลิ้นในการบังคับลมเป่าหรือการแบ่งลมเป่าออกเป็นช่วงๆ จนครบทุกคู่เสียงและเกิดความชำนาญแล้วควรฝึกการใช้ลมเป่าแบบต่างๆ ดังนี้
                4.1 เป่าผ่อน  เป็นการเป่าลมเดียวเป็นเสียงยาวติดต่อกัน โดยการเน้นเสียงให้ดังแล้วค่อยผ่อนลมให้เสียงเบาลง บางทีจะเรียกว่าการเป่าลมยาวหรือลมชั้นเดียว วิธีเป่าผู้เป่าต้องออมริมฝีปากห่อเข้าหากันแล้วเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกมาให้ยาว แล้วค่อย ๆ ระบายลมเข้าหรือออกอย่างสม่ำเสมอ  การเป่าแบบนี้ใช้ในการเลียนเสียงทำนอง บทออนซอน (ทำนองที่ใช้เสียงยาวและจังหวะอิสระ  ใช้ในทำนองทางสั้นที่เป็นเสียงยาว  เป็นการฝึกเป่าลมเข้าและดูดลมออกช้าๆ  อาจจะมีทั้งการเป่าควบคุมจังหวะและแบบไม่เป็นจังหวะหรือจังหวะอิสระ คือไม่กำหนดความยาวหรือความถี่ของจังหวะ ผู้ฝึกสามารถเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกได้นานตามที่ตนเองกำหนด  ควรฝึกควบคุมลมเป่าให้สม่ำเสมอทุกระดับเสียง ให้เสียงเดียวกันที่ดังออกมาระหว่างการเป่าลมเข้าและดูดลมออกมีสำเนียงเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันให้มากที่สุด
                4.2 เป่าสะบัด  เป็นการเป่าที่โยงเสียงสั้นๆ ประมาณ สองสามเสียงเพื่อเข้าสู่เสียงจังหวะหนักที่ตองการเน้นเสียง  หรือเป็นการเป่าให้เสียงแคนดังออกมาสองสามเสียงก่อนถึงเสียงหลักที่ต้องการเน้น  วิธีการเป่าตัดผู้เป่าต้องใช้การเป่าลมเดียวให้ได้เสียงสองเสียงหรือสามเสียงและเป่าตัดปิดท้ายที่เสียงหลักที่ต้องการเน้น  ข้อสำคัญของการเป่าสะบัดคือ นี้ที่ปิดรูนับต้องเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเสียงสะบัดจึงจะไพเราะ
                4.3 เป่าอ้อน หรือ ฮ่อน เป็นการเป่าเสียงยาวให้เสียงสั่นสะเทือนเป็นคลื่น โดยการเป่าเสียงหลักสลับกับเสียงข้างเคียงอย่างรวดเร็ว  เวลาเป่าต้องเขย่าลมผสมกับการพรมนิ้วบนรูนับ เช่น ถ้าเป่าอ้อนที่เสียง โด ก็ใช้เสียง เร สลับอย่างรวดเร็ว โดยการพรมนิ้วที่เสียง เร เป็นต้น
                4.4 เป่าตัด  เป็นการเป่าแคนที่ได้เสียงสั้นหรือเป่าครั้งละเสียง วิธีเป่าให้ออมริมฝีปากห่อเข้าหากันแล้วเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกมาอย่างแรงพร้อมกับกระดกปลายลิ้นขึ้นปิดกั้นลมที่เปล่งออกมาให้หยุดหรือแบ่งเป็นช่วงๆอย่างรวดเร็วเพื่อแบ่งลมเป่าออกเป็นช่วงๆ ตามอัตราจังหวะของเสียงหรือทำนองของลายแคน บางที่จึงเรียกว่า “ลมสั้น” หรือ “ลมสองชั้น”  ควรฝึกผันลิ้นในการเป่าลมเข้าและดูดลมออกสลับกันให้ครบทุกคู่เสียงจนเกิดความชำนาญ ดังตัวอย่าง
           ตัวอย่างการฝึกเป่าตัดลม
   ตัวอย่างที่ 1  เป่าตัดลม 1 ครั้ง  ใน 1 จังหวะ
ฝึกเปล่งลมเป่า 1 จังหวะใน 1 ห้องเพลง เช่นขณะปิดคู่เสียงและเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกพร้อมกระดกปลายลิ้นเพื่อแบ่งลมเป่าออกเป็นช่วงๆ โดยเปล่งลมเป่าคล้ายกับจะพูดคำว่า “ดู” ติดต่อกันเป็นจังหวะเท่ากับเสียงของ  ตัวโน้ตในแต่ละห้องเพลง  เช่น การเป่าสียง ลา
ตัดลม 1เสียง
       วิธีปฏิบัติ  ขณะปิดรูนับเสียง ลา แล้วเปล่งลมเป่าคำว่า “ดู”ระดับเสียงที่ผู้ฟังได้ยิน คือ เสียง“ลา”  ซึ่งมีจังหวะหนักแน่น ชัดเจน และมีจังหวะตกตรงกับโน้ตตัวสุดท้ายของแต่ละห้องเพลง  ให้ฝึกเป่าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนสลับเป็นคู่เสียงอื่นๆ ให้ครบทุกเสียง (โด เร มี ฟา ซอล ลา ที) พร้อมทั้งเปลี่ยนการเปล่งลมเป่าเป็นเสียงแบบอื่นๆ เช่น  “แด” หรือ  “แดน” หรือ  “แลน” หรือ “แจน” ดังนี้เป็นต้น  ควรฝึกใช้ลมเป่าให้เกิดความเคยชินเพื่อนำไปใช้ในการฝึกเป่าลายแคนในขั้นตอนต่อไป
       ตัวอย่างที่ 2  ฝึกเป่าตัดลม 2 ครั้ง ใน 1 จังหวะ   ขณะปิดคู่เสียงและเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกพร้อมกระดกปลายลิ้นเพื่อแบ่งลมเป่าออกเป็น 2  จังหวะย่อยใน 1 ห้องเพลง  โดยเปล่งลมเป่าคล้ายกับจะพูดคำว่า “แลน แจน” ติดต่อกัน เช่น การเป่าสียง ลา
ตัดลม2ครั้ง 1 จังหวะ
วิธีปฏิบัติ  ขณะปิดรูนับเสียง ลา แล้วเปล่งลมเป่าคำว่า “แลน แจน”  ระดับเสียงที่ผู้ฟังได้ยินจะเป็นเสียง “ลา ลา” ซึ่งมีจังหวะหนักแน่น ชัดเจน และมีจังหวะตกตรงกับโน้ตตัวสุดท้ายของแต่ละห้องเพลง(ตรงกับลมเป่าคำว่า “ แจน” ให้ฝึกเป่าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนสลับเป็น  คู่เสียงอื่นๆ ให้ครบทุกเสียง(โด เร มี ฟา ซอล ลา ที) พร้อมทั้งเปลี่ยนการเปล่งลมเป่าเป็นแบบอื่นๆ เช่น  “แดน  แดน” หรือ “แลน  แดน” หรือ “ แลน  แจน” หรือ “แลน  แตน ”  ดังนี้เป็นต้น  แล้วเลือกเสียงที่ชัดเจนและเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด  ควรฝึกใช้ลมเป่าที่ถนัดให้เกิดความเคยชินและติดเป็นนิสัยเพื่อนำไปใช้ในการฝึกเป่าลายแคนในขั้นตอนต่อไป
  ตัวอย่างที่ 3  ฝึกเปล่งลมเป่ามากกว่า 2  จังหวะย่อยใน 1 ห้องเพลง ขณะปิดคู่เสียง เป่าลมเข้า หรือดูดลมออกโดยแบ่งลมเป่าออกเป็นช่วงๆ พร้อมเปล่งลมเป่าติดต่อกันเป็น1-4 จังหวะย่อย ใน 1 ห้องเพลง  เช่น
        ตัวอย่างการเป่าเพลงเต้ยโขง  โดยฝึกใช้ลมเป่าทั้งลมยาวและลมสั้น
ฝึกลมเพลงเต้ยโขง
      วิธีปฏิบัติ  ขณะปิดรูนับคู่เสียงตามโน้ตพร้อมเปล่งลมเป่าคล้ายกับเสียงของคำว่า “แด หรือ แดน” ระดับเสียงที่ผู้ฟังได้ยินจะเป็นเสียงที่มีจังหวะหนักแน่น ชัดเจน ให้ฝึกเป่าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ  หรือจะเปลี่ยนวิธีการเปล่งลมเป่าเป็นเสียงแบบอื่นๆ  เช่น  “ ดู ”  หรือ  “ แดน ”   หรือ    “ แลน  แดน”  หรือ “แลน  แตน ” ดังนี้เป็นต้น ควรฝึกใช้ลมเป่าให้เกิดความเคยชินและติดเป็นนิสัยเพื่อนำไปใช้ในการฝึกเป่าลายแคนในขั้นตอนต่อไป
         ข้อสังเกต  จากตัวอย่างการเป่าเพลงเต้ยโขง จะสังเกตเห็นว่าระดับเสียงที่มีอัตราจังหวะเท่ากับ 2 จังหวะย่อย ส่วนใหญ่จะเปล่งลมออกคล้ายกับเสียงของตำว่า แดน  ส่วนคำว่า แด  จะตรงกับระดับเสียงที่มีอัตราจัหวะเท่ากับ 1 จังหวะย่อย

ความสำคัญของการใช้ลมในการเป่าแคน

           ความสำคัญของการใช้ลมในการเป่าแคน

             การฝึกใช้ลมในการเป่าแคน  เป็นการบังคับทิศทางและน้ำหนักของลมที่เป่าเข้าหรือดูดออกจากรูเป่าของเต้าแคน โดยใช้อวัยวะต่างๆ เช่น  ริมฝีปาก  ลิ้น และฟัน  ทั้งนี้เพื่อให้เสียงแคนมีจังหวะหนักหรือเบาตลอดจนมีเสียงสั้นหรือเสียงยาวได้ตามต้องการ  จึงกล่าวได้ว่าเสียงแคนจะไพเราะหรือไม่เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของลมที่เป่าเข้าหรือดูดออก ดังนั้นการใช้ลมเป่าแคนที่ถูกวิธีจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดอันดับแรกที่ผู้เป่าแคนทุกคนจะต้องฝึกให้ได้ จึงจะนำไปสู่การสร้างสรรค์เสียงแคนให้มีความไพเราะน่าฟังในการฝึกขั้นต่อไปได้
           จากการสังเกตการณ์ฝึกเป่าแคนของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันเห็นได้ว่าถึงแม้จะมีการรณรงค์ ส่งเสริม และอนุรักษ์วัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านอีสานในสถานศึกษา (ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ตลอดทั้งผู้สนใจทั่วไปอย่างกว้างขวางก็ตาม ยังปรากฏว่าเด็กและเยาวชนหรือผู้สนใจดังกล่าวที่มีความสามารถในการเป่าแคนให้ได้เสียงแคนที่มีความไพเราะจริงๆ นั้นยังมีน้อย  เสียงแคนไม่ไพเราะเท่าที่ควร ส่วนใหญ่เป่าตามโน้ตทำนองได้ แต่เสียงแคนมีจังหวะเบาไม่หนักแน่น  เสียงแคนไม่กระชับ  ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดพลาดของการฝึกในระยะเริ่มแรก คือ การฝึกใช้ลมเป่าที่ไม่ถูกวิธี มีการแบ่งจังหวะลมเป่าที่ไม่ถูกต้องจนติดเป็นนิสัยที่แก้ไขได้ยาก จึงกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเป่าแคนไม่ไพเราะ

                ดังนั้นเพื่อเป็นการฝึกปฏิบัติที่ถูกวิธีจนติดเป็นนิสัย  อันดับแรก (โดยเฉพาะผู้เริ่มฝึกเป่าแคนเบื้องต้น)จะต้องฝึกการเป่าลมเข้าและดูดลมออกให้ถูกวิธีก่อน เมื่อสามารถควบคุมทิศทางและจังหวะในการเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกได้ดีแล้ว จึงจะนำไปสู่การเป่าแคนที่ไพเราะได้  ซึ่งการใช้ลมเป่านั้นมีหลายลักษณะหรือหลายรูปแบบที่ผู้ฝึกเป่าจะต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ  เช่น การฝึกเป่าแบบใช้ลมยาวๆ  การใช้ลมสั้นๆ(โดยการแบ่งจังหวะลมเป็นชาวงสั้นๆ) ฝึกเป่าให้มีเสียงหนักเสียงเบา  นอกจากนี้ยังมีวิธีการฝึกเป่าให้เสียงแคนมีลักษณะแตกต่างกันหลายๆ แบบ  เช่น  การเป่าผ่อน  เป่าตัดลม  เป่าสะบัด และเป่าอ้อน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการปฏิบัติ เราจึงควรทบทวนเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีใช้ลมเป่าตามลำดับ ดังนี้
            การเป่าแคน  คำว่า “ การเป่าแคน” เป็นกิริยาการกระทำสองลักษณะที่ทำให้เกิดเป็นเสียงแคน คือ “การเป่า” เป็นการเป่าลมผ่านทางรูเป่าเข้าไปในเต้าแคน เมื่อลมผ่านลิ้นแคนเข้าไปในกู่แคนก็จะเกิดการสั่นสะเทือนแล้วเกิดเสียงดัง ส่วน“การดูด”เป็นการดูดลมกลับออกมาจากเต้าแคน(ดูดกลับคืน) ขณะที่ลมผ่านลิ้นแคนกลับออกมาก็จะเกิดการสั่นสะเทือนแล้วเกิดเสียงดังเช่นเดียวกับการเป่า ดังนั้นทั้งการเป่าลมเข้าและดูดลมออกที่ทำให้เกิดเป็นเสียงแคนจึงเรียกรวมกันว่า “ การเป่าแคน” ซึ่งโดยปกติทั้งการเป่าและการดูดจะเกิดขึ้นพร้อมกันกับการหายใจของผู้เป่า คือ ขณะที่หายใจออกจะเป็นการเป่าลมเข้าไปในเต้าแคน และขณะที่หายใจเข้าจะเป็นการดูดลมออกจากเต้าแคน ทำสลับกันไปเช่นนี้โดยอัตโนมัติตามช่วงเวลาการหายใจเข้าและหายใจออก จะเริ่มต้นด้วยการเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้เป่าเป็นสำคัญ


วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

การวางนิ้วบนตำแหน่งของลูกแคน

การวางนิ้วบนตำแหน่งเสียงของแคน

     การวางนิ้วมือปิดรูนับบนลูกแคน มีความสำคัญต่อการฝึกเป่าแคนเป็นอย่างยิ่ง เพราะการวางนิ้วที่ถูกต้องจะทำให้เกิดความสะดวกและคล่องแคล่วในการเป่าแคน เป่าตามจังหวะได้เร็วไม่สะดุดหรือข้ามเสียง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ผู้เริ่มต้นฝึกใหม่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นนิสัยที่เคยชินเพื่อให้เป่าแคนได้ไพเราะ ดังนี้




วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

การฝึกเป่าแคนลายภู่ตอมดอก(ลายใหญ่)


การเป่าแคน ลายภู่ตอมดอก(ลายใหญ่)

ััั

             ลายภู่ตอมดอก ลายภู่ตอมดอกดั้งเดิมจริงๆแล้วเป็นลายทางสั้นที่เลียนแบบเสียงของสัตว์ในธรรมชาติ คือ แมลงภู่ ซึ่งคนอีสานจะเรียกว่า "แมงภู่" ตัวสีน้ำเงินแก่มองดูจนขียว เวลาบินตอมดอกไม้จะมีเสียงดังหึ่งๆ วนเวียนอยู่รอบๆดอกไม้แล้วค่อยๆบินวนเข้าวงในดอกไม้จนในที่สุดก็โฉบเอาเกสรดอกไม้ออกไป ลักษณะเสียงของแมลงภู่จะมีทำนองลีลาช้าๆ ก่อนแล้วจะเร็วกระชั้นเข้าในที่สุด หมอแคนผู้มีอารมณ์ศิลปินได้ดัดแปลงกิริยาอาการทางธรรมชาติของแมลงภู่นี้ออกมาเป็นทำนองของเสียงดนตรี โดยมุ่งเลียนแบบเสียงของหมู่แมงภู่ที่กำลังบินหึ่งๆ อยู่นอกก่อนช้าๆ แล้วค่อยกระชับเข้ามาตามลำดับ จนในที่สุดถึงจุดที่แมงภู่ขย้ำดอกไม้อย่าเมามัน เมื่อฟังลีลาของเสียงแคนจะได้ยินเป็นเสียงเล็กเสียงน้อย มีการเล่นเสียงเป็นกรณีพิเศษให้เหมือนกับเสียงแมลงภู่ที่กำลังตอมดอกไม้จริงๆ ความละเอียดบรรจงของเสียงแคนจะเหมือนคุณลักษณะของหมู่ภมรทั้งหลายที่พยายามดูดหรือนำเอาน้ำหวานจากเกสรไปโดยไม่ให้เกิดการชอกช้ำ ความสามารถของหมอแคนในช่วงนี้จึงเปรียบเหมือนความประณีตและสมบูรณ์ด้วยศิลปะในชั้นเชิงการเคล้าเกสรของหมู่ภมรที่ฉลาดนั่นเองในระยะหลังต่อมาได้มีผู้นำเอาลีลาอาการของหมู่ภมรนี้ไปดัดแปลงเป็นทำนองแคนขึ้นใหม่ โดยบรรเลงเป็นแนวทำนองแบบลายทางยาวที่มีเนื้อหาคล้ายทำนองเดิม สามารถนำไปบรรเลงได้ทั้งในทำนองลายใหญ่และลายน้อย สำหรับในเนื้อหานี้จะเสนอการเป่าในแนวของลายใหญ่ทางยาว ดังนี้
โน้ตทำนอง ลายภู่ตอมดอก (ลายใหญ่)
โน้ตลายภู่ตอมดอก(ลายใหญ่)
คำแนะนำวิธีฝึกการใช้ลม
    1. การใช้ลม ให้ทำริมฝีปากห่อเข้าและให้จรดกับรูปากเป่าที่เต้าแคนให้แน่น   ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกให้ผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งคำว่า แลนแดน ให้เป็นเสียงสั้นที่สุด โดยเน้นการใช้ลมให้หนักที่โน้ตตัวสุดท้ายของห้อง  และสำเนียงของคำว่า แลน และ แดน จะมีระดับเสียงสูง กลาง ต่ำ เปลี่ยนไปตามระดับเสียงของตัวโน้ต
       2. ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออก ให้กระดกปลายลิ้นขึ้นปิดเพดานเพื่อกันลมไว้แล้วปล่อยออกมาเป็นจังหวะตามจำนวนตัวโน้ตที่มีในแต่ละห้องเพลง เช่น  ถ้ามีตัวโน้ต 1 ตัว ก็จะเป่าเข้าหรือดูดออกเพียง 1 ครั้ง หรือถ้ามีตัวโน้ต 4 ตัว ก็จะเป่าเข้าหรือดูดออก สี่ครั้ง ดังนี้เป็นต้น

3. วิธีใช้ลม ตามตัวอย่างนี้เรียกว่า การเป่าตัด หรือ เป่าตัดลม 

คำอธิบายแบบฝึก

1.  ให้ฝึกเป่าลมเข้าและดูดลมออกตามคำแนะนำในเบื้องต้น
2.  ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกให้ผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งคำว่า แลน และ แดน สลับกันให้เป็นเสียงสั้นที่สุด

แบบฝึกที่ 1

     เป่าเกริ่นทำนอง   ด.......………….…………

 -   - ลฺ
ลฺ ลฺ -
-ม ซ  ม
ร มซ ม
- ลฺ  -  -
ลฺ ลฺ -
- ร  ด ร
ม ร ด ร

แบบฝึกที่ 2

 - ลฺ  -
ลฺ ลฺ -
-ม ซ  ม
ร มซ ม
- ลฺ - ทฺ
ลฺ ลฺ -
- ร  ด ร
ม ร ด ร

แบบฝึกที่ 3

- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม

แบบฝึกที่ 4

- ลฺ -
ลฺ ด ลฺ ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ลฺ -
ลฺ ด ลฺ ด
- ด ร ซ
ร มซ ม

แบบฝึกที่ 5

- ล ซ ม
ซ ลซ ล
- ล ดํ รํ
ดํ ลซ ล
- ล ซ ม
ซ ลซ ล
- ล ดํ รํ
ดํ ลซ ล

แบบฝึกที่ 6

- ม ซ ด
ร มซ ม
- ม ซ ล
ซ มร ม
- ม ซ ด
ร มซ ม
- ม ซ ล
ซ มร ม

แบบฝึกที่ 7

- ลฺ ด ร
ม ร ด ร
- ร ด ร
ม ร ด ร
- ลฺ ด ร
ม ร ด ร
- ร ด ร
ม ร ด ร

แบบฝึกที่ 8

- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม

แบบฝึกที่ 9

- ลฺ -
ลฺ ด ลฺ ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ลฺ -
ลฺ ด ลฺ ด
- ด ร ซ
ร มซ ม



แบบฝึกที่ 10  ให้ฝึกเป่าแบบฝึกที่ 1-9 ต่อเนื่องกันจนจบบท

-   -
ล ล -
-ม ซ  ม
ร มซ ม
-   -  -
ล ล -
- ร  ด ร
ม ร ด ร
-   -
ล ล -
-ม ซ  ม
ร มซ ม
- -
ล ล -
- ร  ด ร
ม ร ด ร
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- -
ล ด ล ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- -
ล ด ล ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซ ลซ ล
- ล ดํ รํ
ดํ ลซ ล
- ล ซ ม
ซ ลซ ล
- ล ดํ รํ
ดํ ลซ ล
- ม ซ ด
ร มซ ม
- ม ซ ล
ซ มร ม
- ม ซ ด
ร มซ ม
- ม ซ ล
ซ มร ม
- ล ด ร
ม ร ด ร
- ร ด ร
ม ร ด ร
- ล ด ร
ม ร ด ร
- ร ด ร
ม ร ด ร
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- -
ล ด ล ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- -
ล ด ล ด
- ด ร ซ
ร มซ ม

ตัวอย่างการฝึกเป่าแคนลายภู่ตอมดอก
โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5