แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลายแคน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลายแคน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลายล่องน้อย

การเป่าแคน ลายล่องน้อย หรือ อ่านหนังสือน้อย




รูปแคนลายน้อยลายล่องน้อย ที่เรียกชื่อว่า “ลายล่องน้อย” หรือ“ลายอ่านหนังสือน้อย”เพราะมีท่วงทำนอง คล้ายกับการอ่านหนังสือผูก ซึ่งเป็นหนังสือโบราณที่จารึกหรือเขียนลงบนใบลานแล้วนำมาร้อยด้วยด้ายเล็กๆ ติดกัน หนังสือนี้มักจะมีความยาวหลายๆ หน้า ผู้อ่านจะอ่านด้วยทำนองค่อนข้างช้าและมีการเอื้อนเสียง เช่นเดียวกับลายล่องใหญ่หรือลายอ่านหนังสือใหญ่เพียงแต่ระดับเสียงของทำนองสูงกว่าลายอ่านหนังสือใหญ่
             
การติดสูด
       
จะติดสูดเหมือลายน้อย คือติดที่ลูกแคนลูกที่ 7 และ  ลูกที่  แพขวา เพื่อใช้เป็นเสียงประสานยืน(เสียง Drone) หรือบางครั้งก็เรียกว่า เสียงเสิร์ฟประสานหลัก ซึ่งก็หมายถึงการประสานทำนองด้วยเสียง เร และเสียง ลาสูง เช่นเดียวกัน



ลายเต้ยผสม(ลำเต้ย)ลายน้อย

                           การเป่าแคนลายเต้ย(ลายน้อย)


               ลายเต้ย(ลายน้อย) เป็นลายแคนที่ใช้ประกอบการลำที่เรียกว่า”ลำเต้ย” เช่นเดียวกับการเต้ยในลายใหญ่ ซึ่งเป็นทำนองการลำที่แทรกอยู่ในช่วงของการลำที่เรียกว่า ”ลำล่อง“ กล่าวคือในขณะที่หมอลำกำลังล่องตามทำนองลำไปเรื่อยๆ นั้น จะมีการเต้ยสลับกลอนลำไปเป็นช่วงๆ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและเนื้อหาสาระของการลำ ซึ่งมี 3 แแบเช่นเดียวกับลายใหญ่ คือ เต้ยธรรมดา เต้ยโขง  และ เต้ยพม่า โดยหมอแคนต้องปิดสูดที่ลูกแคนให้เป็นลายน้อย คือติดสูดเสียง เร ลูกที่ 6 แพขวา และ เสียง ลาสูง ลูกที่ 8 แพขวา โดยปกติจะเริ่มที่การเต้ยแบบธรรมดาก่อน แล้วจึงจะเป็นเต้ยพม่าหรือเต้ยโขงสลับกันไปตามเนื้อหาสาระของการลำ ฉะนั้นหมอแคนต้องเป่าแคนประกอบการลำตามเนื้อหาทำนองที่หมอลำแสดง และบางครั้งก็จะเป็นการลำเต้ยเพื่อตอบโต้หรือคู่กันระหว่างหมอลำฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง หมอแคนก็ต้องเป่าลายแคนให้กลมกลืนกับสำเนียงลำของหมอลำทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เช่นกัน



ลายลำเพลินแก้วหน้าม้า(ลายน้อย)

 การเป่าแคน ลายลำเพลิน



             การเป่าลายลำเพลิน(ลายน้อย) แนวทำนองการบรรเลงเช่นเดียวกับลายลำเพลิน(ลายใหญ่) แต่ระดับเสียงจะต่างกัน คือ ลายน้อยจะบรรเลงในโหมดของ Dm โดยติดสูดที่เสียง เร ลุกที่ 6 แพขวา และเสียง ลาสูง ลูกที่ 8 แพขวา มีแนวทำนองการบรรเลงหลายแบบตามยุคสมัยและความนิยมในแต่ละท้องถิ่น เช่น ในยุคลำเพลินแก้วหน้าม้า ลำเพลินมะโนราห์ ลำเพลินประยุกต์(เป็นทำนองลำที่ดัดแปลงเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง) ดังนี้เป็นต้น 


ลายภู่ตอมดอก(ลายน้อย)

                    การเป่าแคนลายภู่ตอมดอก(ลายน้อย)

               ลายภู่ตอมดอก (ลายน้อย) มีความสำคัญและความเป็นมาเหมือนกันลายผู้ตอมดอก(ลายใหญ่) คือ ลายภู่ตอมดอกดั้งเดิมจริงๆแล้วเป็นลายทางสั้นที่เลียนแบบเสียงของสัตว์ ในธรรมชาติ คือ แมลงภู่ ซึ่งคนอีสานจะเรียกว่า “แมงภู่” ตัวสีน้ำเงินแก่มองดูจนขียว เวลาบินตอมดอกไม้จะมีเสียงดังหึ่งๆ วนเวียนอยู่รอบๆดอกไม้แล้วค่อยๆ บินวนเข้าวงในดอกไม้จนในที่สุดก็โฉบเอาเกสรดอกไม้ออกไป ลักษณะเสียงของแมลงภู่จะมีทำนองลีลาช้าๆ ก่อนแล้วจะเร็วกระชั้นเข้าในที่สุด หมอแคนผู้มีอารมณ์ศิลปินได้ดัดแปลงกิริยาอาการทางธรรมชาติของแมลงภู่นี้ออกมาเป็นทำนองของเสียงดนตรี โดยมุ่งเลียนแบบเสียงของหมู่แมงภู่ที่กำลังบินหึ่งๆ อยู่นอกก่อนช้าๆ แล้วค่อยกระชับเข้ามาตามลำดับ จนในที่สุดถึงจุดที่แมงภู่ขย้ำดอกไม้อย่าเมามัน  เมื่อฟังลีลาของเสียงแคนจะได้ยินเป็นเสียงเล็กเสียงน้อย มีการเล่นเสียงเป็นกรณีพิเศษให้เหมือนกับเสียงแมลงภู่ที่กำลังตอมดอกไม้จริงๆ ความละเอียดบรรจงของเสียงแคนจะเหมือนคุณลักษณะของหมู่ภมรทั้งหลายที่พยายามดูดหรือนำเอาน้ำหวานจากเกสรไปโดยไม่ให้เกิดการชอกช้ำ ความสามารถของหมอแคนในช่วงนี้จึงเปรียบเหมือนความประณีตและสมบูรณ์ด้วยศิลปะในชั้นเชิงการเคล้าเกสรของหมู่ภมรที่ฉลาดนั่นเอง ในระยะหลังต่อมาได้มีผู้นำเอาลีลาอาการของหมู่ภมรนี้ไปดัดแปลงเป็นทำนองแคนขึ้นใหม่ โดยบรรเลงเป็นแนวทำนองแบบลายทางยาวที่มีเนื้อหาคล้ายทำนองเดิม สามารถนำไปบรรเลงได้ทั้งในทำนองลายใหญ่และลายน้อย สำหรับในเนื้อหานี้จะเสนอการเป่าในแนวของลายน้อยทางยาว ดังนี้
โน้ตำนอง ลายภู่ตอมดอก (ลายน้อย)
โน้ตลายภู่ตอมดอก(ลายน้อย)



ลายลมพัดไผ่(ลายน้อย)

                                            การเป่าแคนลายลมพัดไผ่ (ลายน้อย)



รูปแคนลายน้อย
          การเป่าแคน ลายลมพัดไผ่ “ลายน้อย”  เป็นแนวทำนองเดียวกันกับลายลมพัดไผ่(ลายใหญ่) แต่ระดับเสียงของแนวทำนองจะสูงกว่าลายใหญ่ เวลาเป่าจะติดสูดที่เสียง เร ลูกที่ 6 และ เสียงลา ลูกที่ 8 แพขวา เป็นลายแคนที่เกิดจากการบรรยายภาพพจน์ที่มีความเกี่ยวข้องกับสภาพวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และความผูกพันของคนกับสิ่งแวดล้อมในช่วงกาลเวลานั้นๆ เช่นเดียวกับลายใหญ่ นำไปประกอบการแสดงที่ชื่อว่า “ลำศรีโคตรบูรณ์” เช่นเดียวกัน และแนวทำนองของลายแคนอาจจะแตกต่างกันไปตามจินตนาการและการใช้ลูกเล่นหรือกลเม็ดเด็ดพลายของหมอแคนแค่ละคนที่พยายามสร้างสรรค์เสียงแคนให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน และสิ่งที่ยังคงไว้เหมือนกันคือแนวทำนองที่เป็นลายทางยาว และกลุ่มเสียงที่เป็นทำนองของคำว่า “ลายน้อย” คือใช้เสียง เร และเสียง ลาสูง เป็นเสียงประสานยืน(เสียงDrone) ตลอดแนวทำนองการบรรเลง ดังตัวอย่าง 



วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลายล่องใหญ่(อ่านหนังสือใหญ่)

    การเป่าแคน ลายล่องใหญ่ หรือ อ่านหนังสือใหญ่

แคนน้อย1
ลายล่องใหญ่  

      ที่เรียกชื่อว่า“ลายล่องใหญ่” หรือ “ลายอ่านหนังสือใหญ่"  เพราะมีท่วงทำนอง คล้ายกับการอ่านหนังสือผูก ซึ่งเป็นหนังสือโบราณ ที่จารึกหรือเขียนลงบนใบลานแล้วนำมาร้อยด้วยด้ายเล็กๆ ติดกัน หนังสือนี้มักจะมีความยาวหลายๆ หน้า ผู้อ่านจะอ่านด้วยทำนองค่อนข้างช้าและมีการเอื้อนเสียง

      การติดสูด  จะติดสูดที่ลูกแคนลูกที่ 8 และลูกที่ 7 แพขวา เพื่อใช้เป็นเสียงประสานยืน(เสียง Drone) หรือบางครั้งก็เรียกว่า เสียงเสิร์ฟประสานหลัก ซึ่งก็หมายถึงการประสานทำนองด้วยเสียง ลา และเสียง มี เช่นเดียวกัน

ลายเต้ย(ลำเต้ย)

 การเป่าแคน ลายเต้ย(ลายใหญ่)       

                                                       

               ลายเต้ย เป็นลายแคนที่ใช้ประกอบการลำ ที่เรียกว่า "ลำเต้ย" ซึ่งเป็นการลำที่แทรกอยู่ในช่วงของการที่เรียกว่า "ลำล่อง" กล่าวคือในขณะที่หมอลำกำลังลำล่องตามทำนองลำไปเรื่อยๆ นั้นจะมีการเต้ยสลับกลอนลำไปเป็นช่วงๆ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและเนื้อหาสาระของการลำ การเต้ยจะมี 3 แบบ คือ เต้ยธรรมดา เต้ยโขง และ เต้ยพม่า โดยปกติจะเริ่มที่การเต้ยแบบธรรมดาก่อน แล้วจึงจะเป็นเต้ยพม่าหรือเต้ยโขงสลับกันไปตามเนื้อหาสาระของการลำ ฉะนั้นหมอแคนก็ต้องเป่าแคนประกอบการลำตามเนื้อหาทำนองที่หมอลำแสดง บางครั้งก็จะเป็นการลำเต้ยเพื่อตอบโต้หรือคู่กันระหว่างหมอลำฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง ฉะนั้นหมอแคนก็ต้องเป่าลายแคนให้กลมกลืนกับสำเนียงลำของหมอลำทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง และในการเป่าลายเต้ยแบบลายใหญ่ก็ติดสูดแคนที่เสียง มี ลูกที่ 7 แพขวา และเสียง ลาสูง ลูกที่ 8 แพขวา เช่นเดียวกับการเป่าลายใหญ่อื่นๆ 

ลายลำเพลินแก้วหน้าม้า(ลายใหญ่)

 การเป่าแคน ลายลำเพลินแก้วหน้าม้า(ลายใหญ่)

                 
       การเป่าแคนลายลำเพลิน  เป็นการแคนลายลำเพลิน เป็นการเป่าแคนประกอบการละเล่นพื้นเมืองของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในแถบอีสานตอนกลางทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง และอีสานตอนบนบางส่วน ซึ่งแพร่กระจายลึกเข้าไปทางตะวันตกถึงแถบจังหวัดชัยภูมิและเพชรบูรณ์ การแสดงที่เรียกชื่อว่าหมอลำประเภทลำเพลินกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในช่วงประมาณ ปี พ.ศ. 25105 ถึง พ.ศ. 2525 หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มได้รับความสนใจนอ้ยลงเรื่อยๆ เนื่องจากวัฒนธรรมดนตรีตะวันตกได้หลั่งไหลเข้ามา ทำให้เด็กๆ และเยาวชนส่วนใหญ่หันไปนิยมในวัฒนธรรมดนตรีและการแสดงของชาวตะวันตกกันมาก จนกระทั่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเด็กๆและเยาวชนที่สนใจในดนตรีและการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของคนอีสานนั้นมีน้อย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนอีสานจะต้องร่วมมือกันหาทางอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ดีงามของตนไว้ 
โดยเฉพาะเสียงลำเสียงแคนที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมดนตรีของคนอีสาน การเป่าแคนลายลำเพลิน
ก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้จะหาชมการแสดงได้ยากแต่ก็สามารถนำแคนมาบรรเลงเป็นทำนองที่เรียกชื่อว่า “ลายลำเพลิน” ได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีการพัฒนาแนวทำนองเป็นหลายทำนอง เช่น ลำเพลินแก้วหน้าม้า
ลำเพลินมะโนราห์ ลำเพลินประยุกต์  ตามควานิยมของแต่ละท้องถิ่นดังนี้เป็นต้น ในเรื่องนี้จะนำเสนอการฝึกเป่าลายลำเพลิน(เป่าแบบลายใหญ่ ทางยาว) ดังนี้ 
(โน้ตทำนองอยู่ระหว่าปรับปรุง)

ลายลมพัดไผ่(ลายใหญ่)

การเป่าแคน ลายลมพัดไผ่


             การเป่าแคน ลายลมพัดไผ่  เป็นลายแคนที่เกิดจากการบรรยายภาพพจน์อีกแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงศิลปะหรือสภาพความงามทางธรรมชาติอีกด้นหนึ่ง ที่มีความเกี่ยวข้องกับสภาพวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และความผูกพันของคนกับสิ่งแวดล้อมในช่วงกาลเวลานั้นๆ อีกทั้งยังเป็น การบรรยายให้เห็นถึงศิลปะและความงามที่มีอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดในลักษณะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มชนนั้นๆ ดังจะเห็นได้จากศิลปะการแสดงของกลุ่มชนในแถบฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เช่น จังหวัดนครพนม จะนำเอาลายแคนที่ชื่อว่า "ลายลมพัดไผ่" นำไปประกอบการแสดงที่ชื่อว่า "รำศรีโคตรบูรณ์" ลายแคนนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ลายศรีโคตรบูรณ์" ซึ่งการบรรเลงลายทำนองของแคนอาจจะแตกต่างกันไปตามจินตนาการและการใช้ลูกเล่นหรือกลเม็ดเด็ดพลายของหมอแคนแค่ละคนที่พยายามจะสร้างสรรค์เสียงแคนให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน แต่สิ่งที่ยังคงไว้ก็คือแนวทำนองของแคนที่เป็นลายทางยาว และกลุ่มเสียงที่เป็นทำนองของคำว่า "ลายใหญ่" คือใช้เสียง ลา(ลูกที่ 8 แพขวา) และเสียง มีสูง(ลูกที่ 7 แพขวา) เป็นเสียงประสานยืน(เสียงDrone)ตลอดแนวทำนองการบรรเลง ดังตัวอย่างการฝึกเป่าลายลมพัดไผ่ ดังนี้


วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลายโป้ซ้าย

กาเป่าแคนลายโป้ซ้าย

                         ลายโป้ซ้าย  เป็นการเป่าแคนทำนองลายทางสั้นใช้ประกอบการลำกลอนเช่นเดียวกับลายสุดสะแนน แต่เสียงจะสูงกว่าลายสุดสะแนน จะติดสูดเพื่อทำเป็นเสียงเสิร์ฟประสาหลัก(เสียงDrone) ที่เสียงซอล ลูกที่ 8 แพซ้าย และใช้นิ้วหัวแม่มือเสียงโดสูง ลูกที่ 1 แพซ้าย(ไม่ต้องใช้สูด) ซึ่งจะทำให้มีเสียงสูงกว่าลายสุดสะแนน

ภาพการติดสูดลายโป้ซ้าย 

แผนผังโป้ซ้าย 1
ติดสูดโป้ซ้าย

ตัวอย่างการเป่าแคน ลายโป้ซ้าย

โดย ฝึกเป่าช้าๆ เมื่อเป่าได้คล่องแล้วจึงเพิ่มความเร็วของจังหวะให้เร็วขึ้น



ลายสุดสะแนน

การฝึกเป่าแคน ลายสุดสะแนน

             ลายสุดสะแนน คำว่า “สะแนน”  คงเพี้ยนมาจากคำว่า “สายแนน”เป็นภาษาพูดพื้นเมืองของคนอีสาน ซึ่งหมายถึงการมีเยื่อใยหรือความผูกพันที่มีต่อกันมาแล้วในอดีตชาติเป็นลายทางสั้น และถือว่าเป็นลายแคนแม่บทหรือลายครู เป็นลายแคนที่มีความไพเราะเป็นพิเศษ  มีจังหวะกระชับ มีลีลาและท่วงทำนองตื่นต้นเร้าใจตลอดเวลา  และก่อนที่จะก้าวไปสู่การเป่าลายอื่นๆบรรดาหมอแคนที่มีฝีมือ     ทั้งหลายในอดีตจะต้องฝึกเป่าลายสุดสะแนนให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก  ดังนั้นคำว่า“สุดสะแนน”ในเรื่องของลายแคนนี้ น่าจะหมายถึงความไพเราะที่คนในอดีตได้ฟังแล้วมักจะคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน คิดถึงบิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน จนเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า “ออนซอน”ขึ้นมาอย่างที่สุด  นั่นคือทำให้เขาหวนคิดกลับไปนึกถึงคำว่า “สายแนน” นั่นเอง ดังลายแคนที่ชื่อ “ลายสุดสะแนน” ที่จะนำเสนอสู่การฝึกดังต่อไปนี้
            การติดสูดลายสุดสะแนน  การติดสูด หมายถึงการทำให้เสียงเสิร์ฟประสานหลักของแต่ละลายดังอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดหายในช่วงขณะที่เป่าทำให้เสียงแคนไพเราะกลมกลืนกันสำหรับลายสุดสะแนนจะติดสูดที่ลูกที่ 6 และลูกที่ 8 แพซ้าย โดยมีหลักเกณฑ์ว่าเสียงซอล(ลูกที่ 6 แพซ้าย) ซึ่งเป็นเสียงทุ้มต่ำสุดของทำนองและเป็นเสียงหลัก  ส่วนลูกที่ 8 แพซ้าย ซึ่งเป็นเสียงซอลสูงจะใช้เป็นเสียงติดสูดร่วมเพื่อให้เสียงประสานยืนมีความกลมกลืนกัน ดังแผนภูมิ
 แผนภูมิการติดสูด ลายสุดสะแนน
ปิดสูดลายสุดสะแนน

ตำแหน่งการติดสูด ลายสุดสะแนน
ติดสูดสุดสะแนน3

ตัวอย่างโน้ตแคน ลายสุดสะแนน

ลายสุดสะแนน
สุดสะแนนแผ่น2

ตัวอย่างการเป่าแคน ลายสุดสะแนน


การเป่าแคนลายส้อย

การเป่าแคนลายส้อย

           ลายส้อย คำว่า "ส้อย"เป็นสำเนียงภาษาพูดของคนอีสานเหมือนเสียงพูดคำว่า "ส่อย" ซึ่งหมายถึงการทำให้เล็กลงด้วยการฉีกหรือผ่าออกให้เป็นซีกเล็กๆยาวๆ (ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในเรื่องลายแคนพื้นบ้านอีสาน) ลายส้อย จึงเป็นลายแคนที่มีเสียงเล็กแหลม  มีระดัยเสียงสูงกว่าลายสุดสะแนนและลายโป้ซ้าย  จะใช้เป่าประกอบการลำทางสั้น(ลำกลอน) เป็นลายที่ฉีกแนวทำนองมาจากลายสุดสะแนนและลายโป้ซ้าย  ซึ่งมีการเดินทำนองเหมือนกันกับลายทั้งสอง แต่ช่วงระดับเสียงไม่ครบ 2 ช่วงทบ(จากเสียงซอลต่ำ ซอลกลาง ถึงซอลสูง) จึงถือว่าเป็นลายย่อยของลายทั้งสอง ลายส้อย มีทำนองการเป่าหลายแบบ  ซึ่งหมอแคนแต่ละท้องถิ่นอาจมีทำนองแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่สิ่งที่ยังคงไว้เหมือนกันก็คือแนวทำนองและการติดสูดที่เสียงเสพประสานหลัก(เสียง Drone) คือ จะติดสูดเสียง เร  ลูกที่ 6 แพขวา กับเสียง ลา ลูกที่ 8 แพขวา

แผนภูมิการติดสูดลายส้อย

ติดสูดลายส้อย
ตัวอย่างทำนองของลายส้อย

ลายแคนพื้นบ้านอีสาน

       ลายแคนพื้้นบ้านอีสาน

ลายแคนพื้นบ้านอีสาน เป็นลายแคนดั้งเดิมที่หมอแคนพ้ืนบ้านได้จดจำและสืบทอดต่อๆกันมาตั้งแต่ในอดีด และบางทีก็ได้มีการดัดแปลงหรือเติมแต่งทำนองให้มีลูกเล่นหรือกลเม็ดเด็ดพลายแตกต่างออกไปบ้างเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ถ้าเราฟังและสังเกตให้ดีก็จะเห็นข้อแตกต่างในการบรรเลงของหมอแคนแต่ละคน แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังคงไว้ในส่วนเหมือนกันที่เป็นแนวทำนองของลายแคนนั้นๆ นั่นคือกลุ่มเสียงหรือระดับเสียงในการเดินทำนองนั่นเอง จึงอาจกล่าวได้ว่าไม่มีทำนองใดถูกต้องที่สุดหรือดีที่สุด แต่จะอยู่ที่ความชื่นชอบหรือความถูกใจในความไพเราะของผู้ฟังเป็นสำคัญ ลายแคนพื้นบ้านอีสานจึงมีความผูกพันและสะท้อนให้เห็นสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีและความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของกลุ่มคนในแถบลุ่มน้ำโขง(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและฝั่งซ้ายในประเทศลาวปัจจุบัน) เป็นอย่างดี จึงพอสรุปได้ว่าลายแคนพื้นบ้านอีสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า และมีองค์ความรู้ที่ควรรู้จักดังนี้  
        ลายแคน  คำว่า “ ลายแคน” มีผู้รู้ได้กล่าวถึงความหมายของไว้หลายอย่างด้วยกัน  ผู้เขียนขอสรุปความหมายของลายแคนไว้ดังนี้ คือ  ลายแคน หมายถึง “ทำนองเฉพาะดั้งเดิมของแคนที่มีการบรรเลงเป็นภาษาเสียงหรือสำเนียงพื้นบ้านของคนอีสาน”   ซึ่งแบ่งเป็น 2  กลุ่ม คือ
           1. กลุ่มลายแคนทางสั้น  เป็นท่วงทำนองแคนที่ใช้ประกอบการลำทางสั้นหรือลำกลอน  ท่วงทำนองจะเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่ระดับเสียง  มีจังหวะการบรรเลงที่เร็ว กระชับ เป็นลายแคน  ที่เป่าเพื่อแสดงถึงอารมณ์สนุกสนาน รื่นเริง  ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับเสียง ดังนี้
               1.1 ระดับเสียงทุ้มใหญ่  มีชื่อเรียกว่า “ลายสุดสะแนน” ซึ่งมีความหมายว่า “สุดสายสัมพันธ์แห่งความรัก” เพราะคำว่า “สะแนน” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า “สายแนน” แปลว่า “สายสัมพันธ์แห่งความรัก”  หรือ “บุพเพสันนิวาส”   “สุด”  หมายถึง หมด จบ สิ้น ลายสุดสะแนนใช้เสียงเสิร์ฟประสานหลัก คือ เสียงซอล
                1.2 ระดับเสียงสูงปานกลาง (สูงกว่าลายสุดสะแนน) มีชื่อเรียกว่า “ลายโป้ซ้าย” ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่าในขณะที่เป่าผู้เป่าจะต้องใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายปิดเสียงโดสูงเพื่อเป็นเสียงประสานหลัก (เสียง Drone) ตลอดเวลา  ซึ่งเทียบได้กับเสียงซอลของลายสุดสะแนน
                 1.3 ระดับเสียงสูงมาก มีชื่อเรียกว่า“ลายส้อย” ที่เรียกเช่นนี้เพราะคำว่า “ส้อย” ในภาษาอีสาน หมายถึง การทำให้เล็กลงโดยการฉีกให้เป็นส่วนย่อยลงไปอีก เช่น คำว่า “ส้อยฟืน”  หมายถึง ผ่าฟืน ให้เล็กลงไปอีกเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการติดไฟ หรือคำว่า “ตองส้อย” หรือ “ส้อยตอง” หมายถึง ใบตองกล้วยซึ่งถูกลมพัดหรือถูกฉีกออกเป็นเส้นเล็กๆ ดังนั้น คำว่า “ลายส้อย” จึงหมายถึง ลายแคนที่มีเสียงเล็กแหลมสูงมากๆที่ฉีกแนวมาจากลายสุดสะแนนและลายโป้ซ้าย มีการเดินทำนองเหมือนกันกับลายทั้งสองแต่ช่วงระดับเสียงไม่ครบ 2 ช่วงทบ (จากซอลต่ำ ซอลกลาง ถึงซอลสูง) จึงถือว่าเป็นลายย่อยของลายทั้งสอง  เป็นลายที่ฉีกทางเล่นและกลเม็ดเด็ดพรายออกไปให้เป็น “ลายน้อย” ได้อีกนั่นเอง  ลายส้อย ใช้เสียง เร กับเสียง ลา เป็นเสียงประสานยืนหรือเสียงเสิร์พประสานหลัก (เสียง Drone)
                   การเป่าแคนทั้ง 3 ระดับเสียง ที่กล่าวมาถึงแม้จะมีชื่อเรียกเฉพาะ ทำให้คล้ายกับว่ามีจำนวนลายแคนมากขึ้น แต่ความในเป็นจริงแล้วลายแคนเหล่านั้นก็คือ “ลายสุดสะแนน” นั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนระดับเสียงแตกต่างกันไป นอกจากนี้แล้วในกลุ่มลายดังกล่าว หากมีการติดสูดหรือปิดเสียงเสิร์ฟประสานหลักผิดไปจากที่เดิมก็จะมีซื่อเรียกที่แตกต่างเพิ่มขึ้นอีก เช่น ลายโป้ซ้าย ซึ่งเดิมปิดสูดเสียงโดสูงที่หัวแม่มือซ้ายเป็นหลัก แต่ถ้าหากมีการเปลี่ยนไปปิดสูดที่เสียงโดต่ำ ในลูกที่ 2 แพขวา ก็จะเรียกว่า “ลายแมงภู่ตอมดอกไม้” เพราะจากการปิดสูดดังกล่าวจะทำให้ได้ยินเสียงเหมือนแมลงภู่กำลังบินชมดอกไม้นั่นเอง
            2.  กลุ่มลายแคนทางยาว  เป็นลายแคนที่เป่าเพื่อแสดงอารมณ์โศกเศร้า คร่ำครวญ เสียใจ เหงา หรือเปล่าเปลี่ยว เป็นการเป่าบรรยายเนื้อหาที่ค่อนข้างยาว เป็นการเป่าทางยาวที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนจะไม่จบง่าย หรือมีลักษณะเหมือนการไหลเอื่อยของน้ำในแม่น้ำ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง “ลายล่อง” จังหวะการบรรเลงจะช้ากว่าลายทางสั้น มีทั้งแบบเคาะจังหวะลงตัวและแบบยืดจังหวะได้โดยอิสระ  ซึ่งประกอบด้วยการเป่า 3 ระดับเสียง ดังนี้
                 2.1 ระดับเสียงทุ้มใหญ่ มีชื่อเรียกว่า“ลายใหญ่”“ลายล่องใหญ่”หรือ“ลายอ่านหนังสือใหญ่” เพราะมีท่วงทำนองคล้ายกับการอ่านหนังสือผูก ซึ่งเป็นหนังสือโบราณที่จารึกหรือเขียนลงบนใบลาน แล้วนำมาร้อยด้วยด้ายเล็กๆ ติดกัน หนังสือมักจะมีความยาว ผู้อ่านจะอ่านด้วยทำนองค่อนข้างช้าและ  มีการเอื้อนเสียง การเป่าลายใหญ่จะใช้เสียง ลา กับเสียง มี เป็นเสียงเสิร์ฟประสานหลัก (เสียง Drone) นอกจากนี้ยังนำไปใช้ในการเป่าบรรเลงเพื่อบรรยายภาพพจน์หรือสภาพของท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดลายใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย เช่น ลายน้ำโตนตาด ลายลมพัดพร้าว ลายลมพัดไผ่ ลายนกไซบินข้ามทุ่ง ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลายแมงภู่ตอมดอกไม้ ลายเต้ยหัวโนนตาล ลำคอนสวรรค์ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น
                  2.2 ระดับเสียงสูงปานกลาง มีชื่อเรียกว่า“ลายน้อย” “ลายอ่านหนังสือน้อย”หรือ“ลายล่องน้อย” มีแนวทำนองเหมือนกันกับแนวทำนองของลายใหญ่ เพียงแต่มีระดับเสียงสูงกว่าลายใหญ่ คือ ระดับเสียงของลายน้อยจะตรงกับบันไดเสียง Dm  โดยใช้เสียง เร กับเสียง ลา เป็นเสียงเสิร์ฟประสาน (เสียง Drone) นำไปใช้เป่าเป็นลายประเภทการบรรยายภาพพจน์หรือเกี่ยวกับสถานที่เช่นเดียวกับลายใหญ่ และทำให้เกิดเป็นลายใหม่ เป็นลายย่อย ๆ ได้อีกมากมายเช่นเดียว กับลายใหญ่ทั้งลายใหญ่และลายน้อย มักจะเรียกว่า “ลายล่อง”  เนื่องจากใช้ประกอบการลำทางยาว ที่มักจะบรรยายความเศร้าโศก ฟังแล้วให้ความรู้ศึกว่าจะต้องบรรยายเนื้อหาที่ยาว หรือไม่สิ้นสุดง่าย  เหมือนการไหลของน้ำในแม่น้ำ ประกอบกับการเป่าลายทั้งสองจะใช้เป่าประกอบการลำล่องโขง จึงเรียกว่า “ลายล่อง” โดยปกติเมื่อมีการลำลำยาว แล้วก็จะมีการลำเต้ย โดยลำสลับกันไปด้วยเป็นช่วง ๆ จึงเรียกชื่อว่า “เต้ยโขง” หรือบางครั้งก็จะมีการลำเต้ยหลายแบบสลับกันที่เรียกว่า “เต้ยผสม” หรือ “เต้ยสาม จังหวะ” คือ เต้ยธรรมดา เต้ยพม่า เต้ยโขง
                  2.3 ระดับเสียงสูงมาก สูงกว่าลายน้อย  มีชื่อเรียกว่า “ลายเซ”  คำว่า “เซ” ในความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไปหมายถึง แม่น้ำ เข้าใจว่าน่าจะเป็นลายที่บรรยายภาพความงามของแม่น้ำ บางท้องถิ่นอาจจะเรียกว่า ลายเกี้ยว หรือ ลายเวียน คือ วกเวียนไปเหมือนการไหลของสายน้ำ การเป่าลายเซจะปิดสูดที่เสียง มีสูง และ ทีสูง ให้เป็นเสียงประสานยืน(เสียง Drone) กระสวนจังหวะและความช้าเร็วก็เหมือนกับลายใหญ่และลายน้อยทุกประการ
...........................

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

การฝึกเป่าแคนลายลมพัดพร้าว



การฝึกเป่าแคนลายลมพัดพร้าว



คำแนะนำวิธีฝึกการใช้ลม
1. การใช้ลม ให้ทำริมฝีปากห่อเข้าและให้จรดกับรูปากเป่าที่เต้าแคนให้แน่น   ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกให้ผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งคำว่า แลนแดน ให้เป็นเสียงสั้นที่สุด โดยเน้นการใช้ลมให้หนักที่โน้ตตัวสุดท้ายของห้อง  และสำเนียงของคำว่า แลน และ แดน จะมีระดับเสียงสูง กลาง ต่ำ  เปลี่ยนไป ตามระดับเสียงของตัวโน้ต
            2. ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกให้กระดกปลายลิ้นขึ้นปิดเพดานเพื่อกันลมไว้แล้วปล่อยออกมาเป็นจังหวะตามจำนวนตัวโน้ตที่มีในแต่ละห้องเพลง เช่น  ถ้ามีตัวโน้ต 1 ตัว ก็จะเป่าเข้าหรือดูดออกเพียง 1 ครั้ง หรือถ้ามีตัวโน้ต 4 ตัว ก็จะเป่าเข้าหรือดูดออก สี่ครั้ง ดังนี้เป็นต้น

3. วิธีใช้ลมตามตัวอย่างนี้เรียกว่า  การเป่าตัด หรือ เป่าตัดลม

คำอธิบายแบบฝึก

1.  ให้ฝึกเป่าลมเข้าและดูดลมออกตามคำแนะนำในเบื้องต้น

       2.   ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกให้ผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งคำว่า แลน และ แดน สลับกันให้เป็นเสียงสั้นที่สุด(โดยเปล่งเสียงคำว่า แลน ก่อนแล้วจึงเปล่งเสียงคำว่า แดน)

การฝึกเป่าแคนลายแม่ฮ้างกล่อมลูก(ลายใหญ่)

 การเป่าแคนลายแม่ฮ้างกล่อมลูก





            คำแนะนำวิธีฝึกการใช้ลม

            1. ให้เป่าลมเข้าหรือดูดลมออกตามจำนวนตัวโน้ตที่มีในแต่ละห้องเพลง เช่น     ถ้ามีตัวโน้ต 1 ตัว ก็จะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกเพียง 1 ครั้ง หรือถ้ามีตัวโน้ต 2 ตัวก็จะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกสองครั้ง ดังนี้เป็นต้น

            2. การใช้ลม ให้ทำริมฝีปากห่อเข้าและให้จรดกับรูปากเป่าที่เต้าแคนให้แน่น   ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกให้ผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งคำว่า แลน, แจน โดยออกเสียงคำว่า แลน และ แจน ให้เป็นเสียงสั้นที่สุด และเน้นการใช้ลมให้หนักที่โน้ตตัวสุดท้ายของห้อง(จังหวะตก)

การฝึกเป่าแคนลายภู่ตอมดอก(ลายใหญ่)


การเป่าแคน ลายภู่ตอมดอก(ลายใหญ่)

ััั

             ลายภู่ตอมดอก ลายภู่ตอมดอกดั้งเดิมจริงๆแล้วเป็นลายทางสั้นที่เลียนแบบเสียงของสัตว์ในธรรมชาติ คือ แมลงภู่ ซึ่งคนอีสานจะเรียกว่า "แมงภู่" ตัวสีน้ำเงินแก่มองดูจนขียว เวลาบินตอมดอกไม้จะมีเสียงดังหึ่งๆ วนเวียนอยู่รอบๆดอกไม้แล้วค่อยๆบินวนเข้าวงในดอกไม้จนในที่สุดก็โฉบเอาเกสรดอกไม้ออกไป ลักษณะเสียงของแมลงภู่จะมีทำนองลีลาช้าๆ ก่อนแล้วจะเร็วกระชั้นเข้าในที่สุด หมอแคนผู้มีอารมณ์ศิลปินได้ดัดแปลงกิริยาอาการทางธรรมชาติของแมลงภู่นี้ออกมาเป็นทำนองของเสียงดนตรี โดยมุ่งเลียนแบบเสียงของหมู่แมงภู่ที่กำลังบินหึ่งๆ อยู่นอกก่อนช้าๆ แล้วค่อยกระชับเข้ามาตามลำดับ จนในที่สุดถึงจุดที่แมงภู่ขย้ำดอกไม้อย่าเมามัน เมื่อฟังลีลาของเสียงแคนจะได้ยินเป็นเสียงเล็กเสียงน้อย มีการเล่นเสียงเป็นกรณีพิเศษให้เหมือนกับเสียงแมลงภู่ที่กำลังตอมดอกไม้จริงๆ ความละเอียดบรรจงของเสียงแคนจะเหมือนคุณลักษณะของหมู่ภมรทั้งหลายที่พยายามดูดหรือนำเอาน้ำหวานจากเกสรไปโดยไม่ให้เกิดการชอกช้ำ ความสามารถของหมอแคนในช่วงนี้จึงเปรียบเหมือนความประณีตและสมบูรณ์ด้วยศิลปะในชั้นเชิงการเคล้าเกสรของหมู่ภมรที่ฉลาดนั่นเองในระยะหลังต่อมาได้มีผู้นำเอาลีลาอาการของหมู่ภมรนี้ไปดัดแปลงเป็นทำนองแคนขึ้นใหม่ โดยบรรเลงเป็นแนวทำนองแบบลายทางยาวที่มีเนื้อหาคล้ายทำนองเดิม สามารถนำไปบรรเลงได้ทั้งในทำนองลายใหญ่และลายน้อย สำหรับในเนื้อหานี้จะเสนอการเป่าในแนวของลายใหญ่ทางยาว ดังนี้
โน้ตทำนอง ลายภู่ตอมดอก (ลายใหญ่)
โน้ตลายภู่ตอมดอก(ลายใหญ่)
คำแนะนำวิธีฝึกการใช้ลม
    1. การใช้ลม ให้ทำริมฝีปากห่อเข้าและให้จรดกับรูปากเป่าที่เต้าแคนให้แน่น   ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกให้ผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งคำว่า แลนแดน ให้เป็นเสียงสั้นที่สุด โดยเน้นการใช้ลมให้หนักที่โน้ตตัวสุดท้ายของห้อง  และสำเนียงของคำว่า แลน และ แดน จะมีระดับเสียงสูง กลาง ต่ำ เปลี่ยนไปตามระดับเสียงของตัวโน้ต
       2. ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออก ให้กระดกปลายลิ้นขึ้นปิดเพดานเพื่อกันลมไว้แล้วปล่อยออกมาเป็นจังหวะตามจำนวนตัวโน้ตที่มีในแต่ละห้องเพลง เช่น  ถ้ามีตัวโน้ต 1 ตัว ก็จะเป่าเข้าหรือดูดออกเพียง 1 ครั้ง หรือถ้ามีตัวโน้ต 4 ตัว ก็จะเป่าเข้าหรือดูดออก สี่ครั้ง ดังนี้เป็นต้น

3. วิธีใช้ลม ตามตัวอย่างนี้เรียกว่า การเป่าตัด หรือ เป่าตัดลม 

คำอธิบายแบบฝึก

1.  ให้ฝึกเป่าลมเข้าและดูดลมออกตามคำแนะนำในเบื้องต้น
2.  ขณะเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกให้ผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งคำว่า แลน และ แดน สลับกันให้เป็นเสียงสั้นที่สุด

แบบฝึกที่ 1

     เป่าเกริ่นทำนอง   ด.......………….…………

 -   - ลฺ
ลฺ ลฺ -
-ม ซ  ม
ร มซ ม
- ลฺ  -  -
ลฺ ลฺ -
- ร  ด ร
ม ร ด ร

แบบฝึกที่ 2

 - ลฺ  -
ลฺ ลฺ -
-ม ซ  ม
ร มซ ม
- ลฺ - ทฺ
ลฺ ลฺ -
- ร  ด ร
ม ร ด ร

แบบฝึกที่ 3

- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม

แบบฝึกที่ 4

- ลฺ -
ลฺ ด ลฺ ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ลฺ -
ลฺ ด ลฺ ด
- ด ร ซ
ร มซ ม

แบบฝึกที่ 5

- ล ซ ม
ซ ลซ ล
- ล ดํ รํ
ดํ ลซ ล
- ล ซ ม
ซ ลซ ล
- ล ดํ รํ
ดํ ลซ ล

แบบฝึกที่ 6

- ม ซ ด
ร มซ ม
- ม ซ ล
ซ มร ม
- ม ซ ด
ร มซ ม
- ม ซ ล
ซ มร ม

แบบฝึกที่ 7

- ลฺ ด ร
ม ร ด ร
- ร ด ร
ม ร ด ร
- ลฺ ด ร
ม ร ด ร
- ร ด ร
ม ร ด ร

แบบฝึกที่ 8

- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม

แบบฝึกที่ 9

- ลฺ -
ลฺ ด ลฺ ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ลฺ -
ลฺ ด ลฺ ด
- ด ร ซ
ร มซ ม



แบบฝึกที่ 10  ให้ฝึกเป่าแบบฝึกที่ 1-9 ต่อเนื่องกันจนจบบท

-   -
ล ล -
-ม ซ  ม
ร มซ ม
-   -  -
ล ล -
- ร  ด ร
ม ร ด ร
-   -
ล ล -
-ม ซ  ม
ร มซ ม
- -
ล ล -
- ร  ด ร
ม ร ด ร
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- -
ล ด ล ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- -
ล ด ล ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซ ลซ ล
- ล ดํ รํ
ดํ ลซ ล
- ล ซ ม
ซ ลซ ล
- ล ดํ รํ
ดํ ลซ ล
- ม ซ ด
ร มซ ม
- ม ซ ล
ซ มร ม
- ม ซ ด
ร มซ ม
- ม ซ ล
ซ มร ม
- ล ด ร
ม ร ด ร
- ร ด ร
ม ร ด ร
- ล ด ร
ม ร ด ร
- ร ด ร
ม ร ด ร
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- ล ซ ม
ซร ม ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- -
ล ด ล ด
- ด ร ซ
ร มซ ม
- -
ล ด ล ด
- ด ร ซ
ร มซ ม

ตัวอย่างการฝึกเป่าแคนลายภู่ตอมดอก
โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5