แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลายน้อย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลายน้อย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลายล่องน้อย

การเป่าแคน ลายล่องน้อย หรือ อ่านหนังสือน้อย




รูปแคนลายน้อยลายล่องน้อย ที่เรียกชื่อว่า “ลายล่องน้อย” หรือ“ลายอ่านหนังสือน้อย”เพราะมีท่วงทำนอง คล้ายกับการอ่านหนังสือผูก ซึ่งเป็นหนังสือโบราณที่จารึกหรือเขียนลงบนใบลานแล้วนำมาร้อยด้วยด้ายเล็กๆ ติดกัน หนังสือนี้มักจะมีความยาวหลายๆ หน้า ผู้อ่านจะอ่านด้วยทำนองค่อนข้างช้าและมีการเอื้อนเสียง เช่นเดียวกับลายล่องใหญ่หรือลายอ่านหนังสือใหญ่เพียงแต่ระดับเสียงของทำนองสูงกว่าลายอ่านหนังสือใหญ่
             
การติดสูด
       
จะติดสูดเหมือลายน้อย คือติดที่ลูกแคนลูกที่ 7 และ  ลูกที่  แพขวา เพื่อใช้เป็นเสียงประสานยืน(เสียง Drone) หรือบางครั้งก็เรียกว่า เสียงเสิร์ฟประสานหลัก ซึ่งก็หมายถึงการประสานทำนองด้วยเสียง เร และเสียง ลาสูง เช่นเดียวกัน



ลายลำเพลินแก้วหน้าม้า(ลายน้อย)

 การเป่าแคน ลายลำเพลิน



             การเป่าลายลำเพลิน(ลายน้อย) แนวทำนองการบรรเลงเช่นเดียวกับลายลำเพลิน(ลายใหญ่) แต่ระดับเสียงจะต่างกัน คือ ลายน้อยจะบรรเลงในโหมดของ Dm โดยติดสูดที่เสียง เร ลุกที่ 6 แพขวา และเสียง ลาสูง ลูกที่ 8 แพขวา มีแนวทำนองการบรรเลงหลายแบบตามยุคสมัยและความนิยมในแต่ละท้องถิ่น เช่น ในยุคลำเพลินแก้วหน้าม้า ลำเพลินมะโนราห์ ลำเพลินประยุกต์(เป็นทำนองลำที่ดัดแปลงเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง) ดังนี้เป็นต้น 


ลายลมพัดพร้าว(ลายน้อย)

การเป่าแคน ลายลมพัดพร้าว(ลายน้อย)


               ลายลมพัดพร้าว(ลายน้อย)  ลายลมพัดพร้าว จัดอยู่ในกลุ่มลายแคนประเภทลายบรรยายภาพพจน์ มีความสำคัญและความเป็นมาเหมือนกับลายลมพัดพร้าว(ลายใหญ่) กล่าวคือศิลปินผู้เป็นหมอแคนพื้นบ้านในอดีดได้สร้างสรรค์แนวทำนองนี้ขึ้นเพื่อสะท้อนจินตนาการให้เห็นถึงความงาม อ่อนโยน อ่อนไหว ของธรรมชาติแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชนนั้นๆในอดีด เข่น ต้นไม้ ผู้คน สัตว์ สิ่งของ แหล่งน้ำ ขนบธรรมเนียมประเพณี และสถานที่ต่างๆ แล้วนำมาร้อยเรียงและถ่ายทอดจินตนาการอันสร้างสรรค์นั้นด้วยเสียงดนตรีที่เขาชื่นชอบ นั่นคือแคนนั่นเอง เมื่อจดจำสืบทอดกันมาเป็นเวลานานก็ย่อมมีการสร้างสรรค์ทำนองให้แปลกแหวกแนวออกไปบ้างเพื่อเป็นเอกลักษณ์ของหมอแคนแต่ละคน ลายแคนที่มีชื่อว่า “ลายลมพัดพร้าว” ก็มีความเป็นมาที่เกี่ยวข้อง กับสภาพแวดล้อมดังกล่าวเช่นกัน คือ ผู้ประพันธ์ทำนองนี้ต้องการถ่ายทอดเจตนารมย์ไปสู่ผู้ฟังตามจินตนาการของตนเพื่อให้เห็นความงามหรือความไพเราะและเยือกเย็นของสายลมที่กำลังพัดใบมะพร้าวโอนเอนอ่อนไหวไปมาช้าๆเนิบนาบ ได้ยินเสียงสายลทที่พัดใบมะพร้าวปลิวสะบัดคล้ายลีลาเสียงดนตรีที่มีความไพเราะ จึงเรียกชื่อว่า “ลายลมพัดพร้าว“นอกจากนี้ในปัจจุบันยังได้นำเอาลายลมพัดพร้าวไปบรรเลงประกอบการแสดงที่เรียกว่า “รำภูไทสามเผ่า”  ด้วย ซึ่งมีแนวทำนองที่บรรเลงเป็นลายน้อย ดังนี้                



ลายนกไซบินข้ามทุ่ง(ลายน้อย)

การเป่าแคน ลายนกไซบินข้ามทุ่ง (ลายน้อย)
       ลายนกไซบินข้ามทุ่ง(ลายน้อย) เป็นการบรรเลงเพื่อบรรยายหรือให้เกิดจินตนาการเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่เกี่ยวข้องหรือผูกพันกับการทำมาหากินของผู้คนในสังคมเกษตรกรรม ในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะการทำไร่ทำนาที่ต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งบางปีก็แห้งแล้ง น้ำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติก็เหือดแห้ง ทำให้สัตว์หลายชนิดต้องอพยพถิ่นฐานไปที่อื่น จึงทำให้ศิลปิน  พื้นบ้านผู้มีอารมณ์ศิลป์ทั้งหลายได้นำเอากิริยาอาการของสัตว์ต่างๆเหล่านั้นมาเรียบเรียงแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นทำนองของเสียงดนตรีที่พวกเขามีอยู่ จึงทำให้เกิดลายทำนองของดนตรีต่างๆ ขึ้น ลายแคนที่ชื่อว่า “ลายนกไซบินข้ามทุ่ง“ก็มีความเป็นมาดังนี้เช่นกัน คือ ผู้ประพันธ์ต้องการที่จะถ่ายทอดจินตนาถึงอากับปกิริยาของนกไซหรือนกใส่(ตามสำเนียงของคนอีสานหมายถึงนกหัวขวานที่กำลังกระพือปีกบินข้ามทุ่งนา) ผู้ประพัยธ์ทำนองนี้ คือ เปลื้อง ฉายรัศมี ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ การติดสูด ก็เหมือนลายน้อยทำนองอื่นๆ คือปิดที่เสียง เรสูง และเสียง ลาสูง (ลูกที่ 6 และ  8 แพขวา) ดังตัวอย่าง
โน้ตทำนอง ลายนกไซบินข้ามทุ่ง (ลายน้อย)
โน้ตลายนกไชบินข้ามทุ่ง(ลายน้อย)

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลายเต้ย 3 จังหวะ(ลายน้อย)

การเป่าแคน ลายเต้ย 3 จังหวะ (เพลงเต้ย)

                การเป่าลายเต้ย 3 จังหวะ (ลายน้อย ทางยาว)เป็นการเป่าในลักษณะแนวทำนองลายน้อย โดยจะติดสูดที่ลูกแคนลูกที่ 6 และ ลูกที่ 8 แพขวา ให้เป็นเสียงเสิร์ฟหรือเสียงประสานยืน(เสียง Drone) เป็นการเป่าในทำนองเพลง เริ่มจากเพลงเต้ยธรรมดา เพลงเต้ยโขง และเต้ยพม่า โดยบรรเลงต่อเนื่องกันจนจบเพลง ดังตัวอย่างโน้ตทำนอง ดังนี้

                          ท่อนที่ 1 เพลงเต้ยธรรมดา(ลายน้อย)

                         ท่อนที่ 2 เพลงเต้ยโขง(ลายน้อย)

                        ท่อนที่ 3 เพลงเต้ยพม่า(ลายน้อย)

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

การเกริ่นทำนองคำว่า “ จ้าน” (ลายน้อย) แบบที่ 2


การฝึกเป่าแคนขั้นสูง ตอนที่ 5 การเกริ่นทำนองคำว่า จ้าน(ลายน้อย)

            คำว่า  จ้าน หรือ จ้าด (ลายน้อย)เป็นการเกริ่นทำนองอีกแบบหนึ่งที่ใช้บรรเลงก่อนนำเข้าสู่การเป่าแคนลายน้อย (ทางยาว) ซึ่งมีทำนองคล้ายกับสำเนียงภาษาพูดว่า จ้าน ……จ้านจ้าน………เช่นเดียวกับลายใหญ่ซึ่งจะทำให้ลายแคนมีความไพเราะอ่อนหวาน  โดยติดสูดที่ระดับเสียง  ลํ  (แพขวามีลำดับขั้นการปฏิบัติดังนี้

วิธีปฏิบัติ
1.ใช้นิ้วปิดรูนับเสียง ฟํ ฟ ร ดํ (แพซ้าย) และเสียง รํ (แพขวา) ทำริมฝีปากห่อเข้าและผันลิ้นคล้ายกับจะเปล่งสำเนียงว่า  จ้าน….  แล้วเป่าลมเข้าประมาณ 1 วินาที
(ดูแผนภูมิที่ 1) 



วิธีปฏิบัติ


2. (ต่อจากขั้นที่ 1) ให้ปล่อยนิ้วเพื่อเปิดรูนับเสียง ฟํ ฟ ดํ  ที่แพซ้ายออกให้เหลือไว้เฉพาะเสียง    แพซ้ายและเสียง รํ  แพขวา และปล่อยให้ลมเป่ายืดออกไป 2-3 วินาที (ดูแผนภูมิขั้นที่ 2)
ถ้าต้องการคำว่า จ้าน …………………….เพียงครั้งเดียว หรือ  ช่วงลมเดียวก็เป่าให้เสียงแคนยืดออกไปอีกได้ตามต้องการ  แต่ถ้าต้องการคำว่า จ้าน ต่อกันหลายครั้งให้ปฏิบัติในขั้นที่ 3 ต่อไป



วิธีปฏิบัติ

            3. (ต่อจากขั้นที่2)ปิดรูนับเสียง ฟํ ฟ ร ดํ (แพซ้าย) และเสียง รํ (แพขวา) พร้อมกันอีกครั้ง (เช่นเดียวกับขั้นที่ 1) แล้วรีบปล่อยนิ้วให้เหลือเฉพาะเสียง และ รํ เช่นเดียวกับขั้นที่ 2 (แผนภูมิที่ 2) และเป่าลมเข้าให้เสียงแคนยืดออกไปอีกตามต้องการ  ในขั้นนี้จะมีทำนองคล้ายกับคำว่า  จ้านจ้าน……………….
            ข้อควรสังเกต 
1. การเป่าคำว่า จ้านให้ใช้ลมช่วงเดียวตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ  จะใช้ลมเป่าเข้าหรือดูดออกก็ได้ตามความถนัด โดยแบ่งลมออกเป็น 3 ช่วง  จะได้เสียงแคนที่มีเสียงดังคล้ายกับคำว่า จ้าน………..จ้านจ้าน………………” (เช่นเดียวกับลายใหญ่)
2. ระดับเสียงที่ต้องปิดรูนับตลอดการบรรเลงคือระดับเสียง ร รํ, ลํ  เป็นการเป่าคำว่า จ้าน ทำนองลายน้อย