วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลายสุดสะแนน

การฝึกเป่าแคน ลายสุดสะแนน

             ลายสุดสะแนน คำว่า “สะแนน”  คงเพี้ยนมาจากคำว่า “สายแนน”เป็นภาษาพูดพื้นเมืองของคนอีสาน ซึ่งหมายถึงการมีเยื่อใยหรือความผูกพันที่มีต่อกันมาแล้วในอดีตชาติเป็นลายทางสั้น และถือว่าเป็นลายแคนแม่บทหรือลายครู เป็นลายแคนที่มีความไพเราะเป็นพิเศษ  มีจังหวะกระชับ มีลีลาและท่วงทำนองตื่นต้นเร้าใจตลอดเวลา  และก่อนที่จะก้าวไปสู่การเป่าลายอื่นๆบรรดาหมอแคนที่มีฝีมือ     ทั้งหลายในอดีตจะต้องฝึกเป่าลายสุดสะแนนให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก  ดังนั้นคำว่า“สุดสะแนน”ในเรื่องของลายแคนนี้ น่าจะหมายถึงความไพเราะที่คนในอดีตได้ฟังแล้วมักจะคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน คิดถึงบิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน จนเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า “ออนซอน”ขึ้นมาอย่างที่สุด  นั่นคือทำให้เขาหวนคิดกลับไปนึกถึงคำว่า “สายแนน” นั่นเอง ดังลายแคนที่ชื่อ “ลายสุดสะแนน” ที่จะนำเสนอสู่การฝึกดังต่อไปนี้
            การติดสูดลายสุดสะแนน  การติดสูด หมายถึงการทำให้เสียงเสิร์ฟประสานหลักของแต่ละลายดังอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดหายในช่วงขณะที่เป่าทำให้เสียงแคนไพเราะกลมกลืนกันสำหรับลายสุดสะแนนจะติดสูดที่ลูกที่ 6 และลูกที่ 8 แพซ้าย โดยมีหลักเกณฑ์ว่าเสียงซอล(ลูกที่ 6 แพซ้าย) ซึ่งเป็นเสียงทุ้มต่ำสุดของทำนองและเป็นเสียงหลัก  ส่วนลูกที่ 8 แพซ้าย ซึ่งเป็นเสียงซอลสูงจะใช้เป็นเสียงติดสูดร่วมเพื่อให้เสียงประสานยืนมีความกลมกลืนกัน ดังแผนภูมิ
 แผนภูมิการติดสูด ลายสุดสะแนน
ปิดสูดลายสุดสะแนน

ตำแหน่งการติดสูด ลายสุดสะแนน
ติดสูดสุดสะแนน3

ตัวอย่างโน้ตแคน ลายสุดสะแนน

ลายสุดสะแนน
สุดสะแนนแผ่น2

ตัวอย่างการเป่าแคน ลายสุดสะแนน


การเป่าแคนลายส้อย

การเป่าแคนลายส้อย

           ลายส้อย คำว่า "ส้อย"เป็นสำเนียงภาษาพูดของคนอีสานเหมือนเสียงพูดคำว่า "ส่อย" ซึ่งหมายถึงการทำให้เล็กลงด้วยการฉีกหรือผ่าออกให้เป็นซีกเล็กๆยาวๆ (ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในเรื่องลายแคนพื้นบ้านอีสาน) ลายส้อย จึงเป็นลายแคนที่มีเสียงเล็กแหลม  มีระดัยเสียงสูงกว่าลายสุดสะแนนและลายโป้ซ้าย  จะใช้เป่าประกอบการลำทางสั้น(ลำกลอน) เป็นลายที่ฉีกแนวทำนองมาจากลายสุดสะแนนและลายโป้ซ้าย  ซึ่งมีการเดินทำนองเหมือนกันกับลายทั้งสอง แต่ช่วงระดับเสียงไม่ครบ 2 ช่วงทบ(จากเสียงซอลต่ำ ซอลกลาง ถึงซอลสูง) จึงถือว่าเป็นลายย่อยของลายทั้งสอง ลายส้อย มีทำนองการเป่าหลายแบบ  ซึ่งหมอแคนแต่ละท้องถิ่นอาจมีทำนองแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่สิ่งที่ยังคงไว้เหมือนกันก็คือแนวทำนองและการติดสูดที่เสียงเสพประสานหลัก(เสียง Drone) คือ จะติดสูดเสียง เร  ลูกที่ 6 แพขวา กับเสียง ลา ลูกที่ 8 แพขวา

แผนภูมิการติดสูดลายส้อย

ติดสูดลายส้อย
ตัวอย่างทำนองของลายส้อย

ลายแคนพื้นบ้านอีสาน

       ลายแคนพื้้นบ้านอีสาน

ลายแคนพื้นบ้านอีสาน เป็นลายแคนดั้งเดิมที่หมอแคนพ้ืนบ้านได้จดจำและสืบทอดต่อๆกันมาตั้งแต่ในอดีด และบางทีก็ได้มีการดัดแปลงหรือเติมแต่งทำนองให้มีลูกเล่นหรือกลเม็ดเด็ดพลายแตกต่างออกไปบ้างเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ถ้าเราฟังและสังเกตให้ดีก็จะเห็นข้อแตกต่างในการบรรเลงของหมอแคนแต่ละคน แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังคงไว้ในส่วนเหมือนกันที่เป็นแนวทำนองของลายแคนนั้นๆ นั่นคือกลุ่มเสียงหรือระดับเสียงในการเดินทำนองนั่นเอง จึงอาจกล่าวได้ว่าไม่มีทำนองใดถูกต้องที่สุดหรือดีที่สุด แต่จะอยู่ที่ความชื่นชอบหรือความถูกใจในความไพเราะของผู้ฟังเป็นสำคัญ ลายแคนพื้นบ้านอีสานจึงมีความผูกพันและสะท้อนให้เห็นสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีและความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของกลุ่มคนในแถบลุ่มน้ำโขง(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและฝั่งซ้ายในประเทศลาวปัจจุบัน) เป็นอย่างดี จึงพอสรุปได้ว่าลายแคนพื้นบ้านอีสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า และมีองค์ความรู้ที่ควรรู้จักดังนี้  
        ลายแคน  คำว่า “ ลายแคน” มีผู้รู้ได้กล่าวถึงความหมายของไว้หลายอย่างด้วยกัน  ผู้เขียนขอสรุปความหมายของลายแคนไว้ดังนี้ คือ  ลายแคน หมายถึง “ทำนองเฉพาะดั้งเดิมของแคนที่มีการบรรเลงเป็นภาษาเสียงหรือสำเนียงพื้นบ้านของคนอีสาน”   ซึ่งแบ่งเป็น 2  กลุ่ม คือ
           1. กลุ่มลายแคนทางสั้น  เป็นท่วงทำนองแคนที่ใช้ประกอบการลำทางสั้นหรือลำกลอน  ท่วงทำนองจะเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่ระดับเสียง  มีจังหวะการบรรเลงที่เร็ว กระชับ เป็นลายแคน  ที่เป่าเพื่อแสดงถึงอารมณ์สนุกสนาน รื่นเริง  ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับเสียง ดังนี้
               1.1 ระดับเสียงทุ้มใหญ่  มีชื่อเรียกว่า “ลายสุดสะแนน” ซึ่งมีความหมายว่า “สุดสายสัมพันธ์แห่งความรัก” เพราะคำว่า “สะแนน” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า “สายแนน” แปลว่า “สายสัมพันธ์แห่งความรัก”  หรือ “บุพเพสันนิวาส”   “สุด”  หมายถึง หมด จบ สิ้น ลายสุดสะแนนใช้เสียงเสิร์ฟประสานหลัก คือ เสียงซอล
                1.2 ระดับเสียงสูงปานกลาง (สูงกว่าลายสุดสะแนน) มีชื่อเรียกว่า “ลายโป้ซ้าย” ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่าในขณะที่เป่าผู้เป่าจะต้องใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายปิดเสียงโดสูงเพื่อเป็นเสียงประสานหลัก (เสียง Drone) ตลอดเวลา  ซึ่งเทียบได้กับเสียงซอลของลายสุดสะแนน
                 1.3 ระดับเสียงสูงมาก มีชื่อเรียกว่า“ลายส้อย” ที่เรียกเช่นนี้เพราะคำว่า “ส้อย” ในภาษาอีสาน หมายถึง การทำให้เล็กลงโดยการฉีกให้เป็นส่วนย่อยลงไปอีก เช่น คำว่า “ส้อยฟืน”  หมายถึง ผ่าฟืน ให้เล็กลงไปอีกเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการติดไฟ หรือคำว่า “ตองส้อย” หรือ “ส้อยตอง” หมายถึง ใบตองกล้วยซึ่งถูกลมพัดหรือถูกฉีกออกเป็นเส้นเล็กๆ ดังนั้น คำว่า “ลายส้อย” จึงหมายถึง ลายแคนที่มีเสียงเล็กแหลมสูงมากๆที่ฉีกแนวมาจากลายสุดสะแนนและลายโป้ซ้าย มีการเดินทำนองเหมือนกันกับลายทั้งสองแต่ช่วงระดับเสียงไม่ครบ 2 ช่วงทบ (จากซอลต่ำ ซอลกลาง ถึงซอลสูง) จึงถือว่าเป็นลายย่อยของลายทั้งสอง  เป็นลายที่ฉีกทางเล่นและกลเม็ดเด็ดพรายออกไปให้เป็น “ลายน้อย” ได้อีกนั่นเอง  ลายส้อย ใช้เสียง เร กับเสียง ลา เป็นเสียงประสานยืนหรือเสียงเสิร์พประสานหลัก (เสียง Drone)
                   การเป่าแคนทั้ง 3 ระดับเสียง ที่กล่าวมาถึงแม้จะมีชื่อเรียกเฉพาะ ทำให้คล้ายกับว่ามีจำนวนลายแคนมากขึ้น แต่ความในเป็นจริงแล้วลายแคนเหล่านั้นก็คือ “ลายสุดสะแนน” นั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนระดับเสียงแตกต่างกันไป นอกจากนี้แล้วในกลุ่มลายดังกล่าว หากมีการติดสูดหรือปิดเสียงเสิร์ฟประสานหลักผิดไปจากที่เดิมก็จะมีซื่อเรียกที่แตกต่างเพิ่มขึ้นอีก เช่น ลายโป้ซ้าย ซึ่งเดิมปิดสูดเสียงโดสูงที่หัวแม่มือซ้ายเป็นหลัก แต่ถ้าหากมีการเปลี่ยนไปปิดสูดที่เสียงโดต่ำ ในลูกที่ 2 แพขวา ก็จะเรียกว่า “ลายแมงภู่ตอมดอกไม้” เพราะจากการปิดสูดดังกล่าวจะทำให้ได้ยินเสียงเหมือนแมลงภู่กำลังบินชมดอกไม้นั่นเอง
            2.  กลุ่มลายแคนทางยาว  เป็นลายแคนที่เป่าเพื่อแสดงอารมณ์โศกเศร้า คร่ำครวญ เสียใจ เหงา หรือเปล่าเปลี่ยว เป็นการเป่าบรรยายเนื้อหาที่ค่อนข้างยาว เป็นการเป่าทางยาวที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนจะไม่จบง่าย หรือมีลักษณะเหมือนการไหลเอื่อยของน้ำในแม่น้ำ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง “ลายล่อง” จังหวะการบรรเลงจะช้ากว่าลายทางสั้น มีทั้งแบบเคาะจังหวะลงตัวและแบบยืดจังหวะได้โดยอิสระ  ซึ่งประกอบด้วยการเป่า 3 ระดับเสียง ดังนี้
                 2.1 ระดับเสียงทุ้มใหญ่ มีชื่อเรียกว่า“ลายใหญ่”“ลายล่องใหญ่”หรือ“ลายอ่านหนังสือใหญ่” เพราะมีท่วงทำนองคล้ายกับการอ่านหนังสือผูก ซึ่งเป็นหนังสือโบราณที่จารึกหรือเขียนลงบนใบลาน แล้วนำมาร้อยด้วยด้ายเล็กๆ ติดกัน หนังสือมักจะมีความยาว ผู้อ่านจะอ่านด้วยทำนองค่อนข้างช้าและ  มีการเอื้อนเสียง การเป่าลายใหญ่จะใช้เสียง ลา กับเสียง มี เป็นเสียงเสิร์ฟประสานหลัก (เสียง Drone) นอกจากนี้ยังนำไปใช้ในการเป่าบรรเลงเพื่อบรรยายภาพพจน์หรือสภาพของท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดลายใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย เช่น ลายน้ำโตนตาด ลายลมพัดพร้าว ลายลมพัดไผ่ ลายนกไซบินข้ามทุ่ง ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลายแมงภู่ตอมดอกไม้ ลายเต้ยหัวโนนตาล ลำคอนสวรรค์ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น
                  2.2 ระดับเสียงสูงปานกลาง มีชื่อเรียกว่า“ลายน้อย” “ลายอ่านหนังสือน้อย”หรือ“ลายล่องน้อย” มีแนวทำนองเหมือนกันกับแนวทำนองของลายใหญ่ เพียงแต่มีระดับเสียงสูงกว่าลายใหญ่ คือ ระดับเสียงของลายน้อยจะตรงกับบันไดเสียง Dm  โดยใช้เสียง เร กับเสียง ลา เป็นเสียงเสิร์ฟประสาน (เสียง Drone) นำไปใช้เป่าเป็นลายประเภทการบรรยายภาพพจน์หรือเกี่ยวกับสถานที่เช่นเดียวกับลายใหญ่ และทำให้เกิดเป็นลายใหม่ เป็นลายย่อย ๆ ได้อีกมากมายเช่นเดียว กับลายใหญ่ทั้งลายใหญ่และลายน้อย มักจะเรียกว่า “ลายล่อง”  เนื่องจากใช้ประกอบการลำทางยาว ที่มักจะบรรยายความเศร้าโศก ฟังแล้วให้ความรู้ศึกว่าจะต้องบรรยายเนื้อหาที่ยาว หรือไม่สิ้นสุดง่าย  เหมือนการไหลของน้ำในแม่น้ำ ประกอบกับการเป่าลายทั้งสองจะใช้เป่าประกอบการลำล่องโขง จึงเรียกว่า “ลายล่อง” โดยปกติเมื่อมีการลำลำยาว แล้วก็จะมีการลำเต้ย โดยลำสลับกันไปด้วยเป็นช่วง ๆ จึงเรียกชื่อว่า “เต้ยโขง” หรือบางครั้งก็จะมีการลำเต้ยหลายแบบสลับกันที่เรียกว่า “เต้ยผสม” หรือ “เต้ยสาม จังหวะ” คือ เต้ยธรรมดา เต้ยพม่า เต้ยโขง
                  2.3 ระดับเสียงสูงมาก สูงกว่าลายน้อย  มีชื่อเรียกว่า “ลายเซ”  คำว่า “เซ” ในความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไปหมายถึง แม่น้ำ เข้าใจว่าน่าจะเป็นลายที่บรรยายภาพความงามของแม่น้ำ บางท้องถิ่นอาจจะเรียกว่า ลายเกี้ยว หรือ ลายเวียน คือ วกเวียนไปเหมือนการไหลของสายน้ำ การเป่าลายเซจะปิดสูดที่เสียง มีสูง และ ทีสูง ให้เป็นเสียงประสานยืน(เสียง Drone) กระสวนจังหวะและความช้าเร็วก็เหมือนกับลายใหญ่และลายน้อยทุกประการ
...........................

ลา ซอล ฟา โด เร

ฝึกเป่าเสียง ลา ซอล ฟา โด เร

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การฝึกใช้ลมในการเป่าแคนให้มีความไพเราะ

การฝึกใช้ลมในการเป่าแคนให้มีความไพเราะ

           การฝึกใช้ลมในการเป่าแคน  เพื่อให้ได้เสียงแคนมีความไพเราะ มีแนวทางในการปฏิบัติที่สำคัญที่ผู้ฝึกเป่าแคนจะต้องศึกษาให้เข้าใจ ดังนี้
               1. การฝึกใช้ริมฝีปาก ลิ้น และฟัน ในการเป่าแคน การทำให้เสียงแคนมีจังหวะหนักหรือเบามีหลายวิธี วิธีปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันของหมอแคนที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย คือ ในขณะ ที่เป่าแคนให้ทำริมฝีปากห่อเข้าและบีบเข้าหากันให้เหลือเป็นรูเล็กๆ เพื่อให้ลมที่เป่าผ่านออกมาหรือดูดเข้าไปในปากมีกำลังแรง ซึ่งจะทำให้เสียงแคนมีความกระชับ หนักแน่น กังวานและชัดเจนสม่ำเสมอ ดังภาพ
รูปปาก      2. การ ฝึกใช้ลมเป่าที่ถูกวิธี  การเป่าจะเลือกฝึกเป่าคู่เสียงใดก่อนก็ได้ เช่น ถ้าจะฝึกเป่าลา วิธีปฏิบัติ คือ ขณะที่ปิดรูนับเสียง ลา(ล ลฺ)ให้ออมริมฝีปากบีบเข้าหากันทำเป็นรูเล็กๆ และเผยอริมฝีปากให้บานออกเล็กน้อย จรดริมฝีปากแนบชิดกับรูเป่าแล้วเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกคล้ายๆ กับจะเปล่งเสียงของตัวพยัญชนะ “ ด หรือ ดร  หรือต หรือ  ล  หรือ  จ ”  โดยเปล่งออกมาเป็นสำเนียงของคำว่า “ดู” หรือ “แด”  หรือ “ตู”  หรือ  “แต” หรือ “แดน”  หรือ  “แลน”  “แจน” หรือ “แลน แจน” ดังนี้เป็นต้น แต่ด้วยโครงสร้างทางสรีรของปากและฟันแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน จึงอาจทำให้คุณภาพในการออกเสียงหรือการดูดลมเข้าการเปล่งลมออกแตกต่างกัน และอาจทำให้เสียงดังของแคนมีความไพเราะชัดเจนต่างกันด้วย  ดังนั้นผู้เป่าแคนจะต้องสังเกตเสียงแคนที่ตนเองเป่าว่าวิธีเปล่งลมเป่าแบบใดที่ทำให้เสียงแคนมีความไพเราะ กังวาน กระชับ ชัดเจน และหนักแน่นมากที่สุดก็ให้เลือกฝึกวิธีเป่าที่ตนถนัดนั้นให้คล่อง เพื่อนำไปใช้ในการเป่าลายแคนให้ไพเราะการฝึกขั้นต่อไป            3. จังหวะความเร็วในการใช้ลมเป่าแคน มี 2 แบบ   ดังนี้
                 3.1 ลมชั้นเดียว หรือบางทีเรียกว่า “ ลมเดียว หรือ ลมยาว ”  เป็นการเป่าหรือดูดลมออกช่วงจังหวะเดียวเสียงเดียวหรือหลายเสียงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำนองและจุดประสงค์ของผู้เป่า การใช้ลมแบบนี้ส่วนมากจะใช้ในการเป่าผ่อนลม เป่าสะบัด และเป่าอ้อน ซึ่งเป็นการเป่าลมยาวโดยในที่ขณะเปล่งลมออกให้ออมริมฝีปากคล้ายกับจะเปล่งเสียงของคำว่า “ดู” หรือ “แด”  หรือ “ตู” หรือ “แต” หรือ “แดน”  พร้อมกับกระดกปลายลิ้นปิดทางลมแล้วรีบเปิดออกโดยทำสลับกันไปเรื่อยๆ ช้าๆ  ตามลักษณะลมเป่าที่เหมาะสมกับตนเองดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นเริ่มแรกจึงควรฝึกเป่าเป็นช่วงลมยาวๆ ตามลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างเป็นธรรมชาติจนเกิดความเคยชิน และควรฝึกเป่าสลับเสียงเปลี่ยนกันไปให้ครบทุกคู่เสียงจนเกิดความชำนาญ
                  3.2 ลมสองชั้น บางทีเรียกว่า “ลมสั้น หรือ ลมเร็ว”  เป็นการผันลิ้นในขณะที่เปล่งลมเป่าหรือดูดลมเข้าโดยการกระดกปลายลิ้นขึ้นปิดกั้นลมที่เปล่งออกมาให้หยุดแล้วรีบเปิดออกสลับกันเป็นช่วงสั้นๆ อย่างเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ลมที่เปล่งออกมาหรือดูดเข้าไปถูกแบ่งออกเป็นช่วงสั้นๆ ช่วงละ1 จังหวะย่อยในแต่ละห้องเพลง (หรือ 1 ห้องเพลงจะเปล่งลมออกหรือดูดลมเข้าเป็นช่วงสั้นๆ 4 ครั้ง)  ดังนั้นการผันลิ้นเพื่อแบ่งลมเป่าเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันอย่างต่อเนื่องและเร็วเช่นนี้จึงเรียกว่า “ลมสองชั้น”  ซึ่งจังหวะการใช้ลมแบบนี้ส่วนใหญ่จะนำไป ใช้ในการเป่าตัดลม (จะกล่าวรายละเอียดในลำดับต่อไป)
           4. วิธีใช้ลมในการเป่าแคน  เมือฝึกการใช้ริมฝีปาก ลิ้น และฟัน พร้อมการผันลิ้นในการบังคับลมเป่าหรือการแบ่งลมเป่าออกเป็นช่วงๆ จนครบทุกคู่เสียงและเกิดความชำนาญแล้วควรฝึกการใช้ลมเป่าแบบต่างๆ ดังนี้
                4.1 เป่าผ่อน  เป็นการเป่าลมเดียวเป็นเสียงยาวติดต่อกัน โดยการเน้นเสียงให้ดังแล้วค่อยผ่อนลมให้เสียงเบาลง บางทีจะเรียกว่าการเป่าลมยาวหรือลมชั้นเดียว วิธีเป่าผู้เป่าต้องออมริมฝีปากห่อเข้าหากันแล้วเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกมาให้ยาว แล้วค่อย ๆ ระบายลมเข้าหรือออกอย่างสม่ำเสมอ  การเป่าแบบนี้ใช้ในการเลียนเสียงทำนอง บทออนซอน (ทำนองที่ใช้เสียงยาวและจังหวะอิสระ  ใช้ในทำนองทางสั้นที่เป็นเสียงยาว  เป็นการฝึกเป่าลมเข้าและดูดลมออกช้าๆ  อาจจะมีทั้งการเป่าควบคุมจังหวะและแบบไม่เป็นจังหวะหรือจังหวะอิสระ คือไม่กำหนดความยาวหรือความถี่ของจังหวะ ผู้ฝึกสามารถเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกได้นานตามที่ตนเองกำหนด  ควรฝึกควบคุมลมเป่าให้สม่ำเสมอทุกระดับเสียง ให้เสียงเดียวกันที่ดังออกมาระหว่างการเป่าลมเข้าและดูดลมออกมีสำเนียงเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันให้มากที่สุด
                4.2 เป่าสะบัด  เป็นการเป่าที่โยงเสียงสั้นๆ ประมาณ สองสามเสียงเพื่อเข้าสู่เสียงจังหวะหนักที่ตองการเน้นเสียง  หรือเป็นการเป่าให้เสียงแคนดังออกมาสองสามเสียงก่อนถึงเสียงหลักที่ต้องการเน้น  วิธีการเป่าตัดผู้เป่าต้องใช้การเป่าลมเดียวให้ได้เสียงสองเสียงหรือสามเสียงและเป่าตัดปิดท้ายที่เสียงหลักที่ต้องการเน้น  ข้อสำคัญของการเป่าสะบัดคือ นี้ที่ปิดรูนับต้องเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเสียงสะบัดจึงจะไพเราะ
                4.3 เป่าอ้อน หรือ ฮ่อน เป็นการเป่าเสียงยาวให้เสียงสั่นสะเทือนเป็นคลื่น โดยการเป่าเสียงหลักสลับกับเสียงข้างเคียงอย่างรวดเร็ว  เวลาเป่าต้องเขย่าลมผสมกับการพรมนิ้วบนรูนับ เช่น ถ้าเป่าอ้อนที่เสียง โด ก็ใช้เสียง เร สลับอย่างรวดเร็ว โดยการพรมนิ้วที่เสียง เร เป็นต้น
                4.4 เป่าตัด  เป็นการเป่าแคนที่ได้เสียงสั้นหรือเป่าครั้งละเสียง วิธีเป่าให้ออมริมฝีปากห่อเข้าหากันแล้วเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกมาอย่างแรงพร้อมกับกระดกปลายลิ้นขึ้นปิดกั้นลมที่เปล่งออกมาให้หยุดหรือแบ่งเป็นช่วงๆอย่างรวดเร็วเพื่อแบ่งลมเป่าออกเป็นช่วงๆ ตามอัตราจังหวะของเสียงหรือทำนองของลายแคน บางที่จึงเรียกว่า “ลมสั้น” หรือ “ลมสองชั้น”  ควรฝึกผันลิ้นในการเป่าลมเข้าและดูดลมออกสลับกันให้ครบทุกคู่เสียงจนเกิดความชำนาญ ดังตัวอย่าง
           ตัวอย่างการฝึกเป่าตัดลม
   ตัวอย่างที่ 1  เป่าตัดลม 1 ครั้ง  ใน 1 จังหวะ
ฝึกเปล่งลมเป่า 1 จังหวะใน 1 ห้องเพลง เช่นขณะปิดคู่เสียงและเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกพร้อมกระดกปลายลิ้นเพื่อแบ่งลมเป่าออกเป็นช่วงๆ โดยเปล่งลมเป่าคล้ายกับจะพูดคำว่า “ดู” ติดต่อกันเป็นจังหวะเท่ากับเสียงของ  ตัวโน้ตในแต่ละห้องเพลง  เช่น การเป่าสียง ลา
ตัดลม 1เสียง
       วิธีปฏิบัติ  ขณะปิดรูนับเสียง ลา แล้วเปล่งลมเป่าคำว่า “ดู”ระดับเสียงที่ผู้ฟังได้ยิน คือ เสียง“ลา”  ซึ่งมีจังหวะหนักแน่น ชัดเจน และมีจังหวะตกตรงกับโน้ตตัวสุดท้ายของแต่ละห้องเพลง  ให้ฝึกเป่าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนสลับเป็นคู่เสียงอื่นๆ ให้ครบทุกเสียง (โด เร มี ฟา ซอล ลา ที) พร้อมทั้งเปลี่ยนการเปล่งลมเป่าเป็นเสียงแบบอื่นๆ เช่น  “แด” หรือ  “แดน” หรือ  “แลน” หรือ “แจน” ดังนี้เป็นต้น  ควรฝึกใช้ลมเป่าให้เกิดความเคยชินเพื่อนำไปใช้ในการฝึกเป่าลายแคนในขั้นตอนต่อไป
       ตัวอย่างที่ 2  ฝึกเป่าตัดลม 2 ครั้ง ใน 1 จังหวะ   ขณะปิดคู่เสียงและเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกพร้อมกระดกปลายลิ้นเพื่อแบ่งลมเป่าออกเป็น 2  จังหวะย่อยใน 1 ห้องเพลง  โดยเปล่งลมเป่าคล้ายกับจะพูดคำว่า “แลน แจน” ติดต่อกัน เช่น การเป่าสียง ลา
ตัดลม2ครั้ง 1 จังหวะ
วิธีปฏิบัติ  ขณะปิดรูนับเสียง ลา แล้วเปล่งลมเป่าคำว่า “แลน แจน”  ระดับเสียงที่ผู้ฟังได้ยินจะเป็นเสียง “ลา ลา” ซึ่งมีจังหวะหนักแน่น ชัดเจน และมีจังหวะตกตรงกับโน้ตตัวสุดท้ายของแต่ละห้องเพลง(ตรงกับลมเป่าคำว่า “ แจน” ให้ฝึกเป่าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนสลับเป็น  คู่เสียงอื่นๆ ให้ครบทุกเสียง(โด เร มี ฟา ซอล ลา ที) พร้อมทั้งเปลี่ยนการเปล่งลมเป่าเป็นแบบอื่นๆ เช่น  “แดน  แดน” หรือ “แลน  แดน” หรือ “ แลน  แจน” หรือ “แลน  แตน ”  ดังนี้เป็นต้น  แล้วเลือกเสียงที่ชัดเจนและเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด  ควรฝึกใช้ลมเป่าที่ถนัดให้เกิดความเคยชินและติดเป็นนิสัยเพื่อนำไปใช้ในการฝึกเป่าลายแคนในขั้นตอนต่อไป
  ตัวอย่างที่ 3  ฝึกเปล่งลมเป่ามากกว่า 2  จังหวะย่อยใน 1 ห้องเพลง ขณะปิดคู่เสียง เป่าลมเข้า หรือดูดลมออกโดยแบ่งลมเป่าออกเป็นช่วงๆ พร้อมเปล่งลมเป่าติดต่อกันเป็น1-4 จังหวะย่อย ใน 1 ห้องเพลง  เช่น
        ตัวอย่างการเป่าเพลงเต้ยโขง  โดยฝึกใช้ลมเป่าทั้งลมยาวและลมสั้น
ฝึกลมเพลงเต้ยโขง
      วิธีปฏิบัติ  ขณะปิดรูนับคู่เสียงตามโน้ตพร้อมเปล่งลมเป่าคล้ายกับเสียงของคำว่า “แด หรือ แดน” ระดับเสียงที่ผู้ฟังได้ยินจะเป็นเสียงที่มีจังหวะหนักแน่น ชัดเจน ให้ฝึกเป่าเช่นนี้ไปเรื่อยๆ  หรือจะเปลี่ยนวิธีการเปล่งลมเป่าเป็นเสียงแบบอื่นๆ  เช่น  “ ดู ”  หรือ  “ แดน ”   หรือ    “ แลน  แดน”  หรือ “แลน  แตน ” ดังนี้เป็นต้น ควรฝึกใช้ลมเป่าให้เกิดความเคยชินและติดเป็นนิสัยเพื่อนำไปใช้ในการฝึกเป่าลายแคนในขั้นตอนต่อไป
         ข้อสังเกต  จากตัวอย่างการเป่าเพลงเต้ยโขง จะสังเกตเห็นว่าระดับเสียงที่มีอัตราจังหวะเท่ากับ 2 จังหวะย่อย ส่วนใหญ่จะเปล่งลมออกคล้ายกับเสียงของตำว่า แดน  ส่วนคำว่า แด  จะตรงกับระดับเสียงที่มีอัตราจัหวะเท่ากับ 1 จังหวะย่อย

ความสำคัญของการใช้ลมในการเป่าแคน

           ความสำคัญของการใช้ลมในการเป่าแคน

             การฝึกใช้ลมในการเป่าแคน  เป็นการบังคับทิศทางและน้ำหนักของลมที่เป่าเข้าหรือดูดออกจากรูเป่าของเต้าแคน โดยใช้อวัยวะต่างๆ เช่น  ริมฝีปาก  ลิ้น และฟัน  ทั้งนี้เพื่อให้เสียงแคนมีจังหวะหนักหรือเบาตลอดจนมีเสียงสั้นหรือเสียงยาวได้ตามต้องการ  จึงกล่าวได้ว่าเสียงแคนจะไพเราะหรือไม่เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของลมที่เป่าเข้าหรือดูดออก ดังนั้นการใช้ลมเป่าแคนที่ถูกวิธีจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดอันดับแรกที่ผู้เป่าแคนทุกคนจะต้องฝึกให้ได้ จึงจะนำไปสู่การสร้างสรรค์เสียงแคนให้มีความไพเราะน่าฟังในการฝึกขั้นต่อไปได้
           จากการสังเกตการณ์ฝึกเป่าแคนของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันเห็นได้ว่าถึงแม้จะมีการรณรงค์ ส่งเสริม และอนุรักษ์วัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านอีสานในสถานศึกษา (ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ตลอดทั้งผู้สนใจทั่วไปอย่างกว้างขวางก็ตาม ยังปรากฏว่าเด็กและเยาวชนหรือผู้สนใจดังกล่าวที่มีความสามารถในการเป่าแคนให้ได้เสียงแคนที่มีความไพเราะจริงๆ นั้นยังมีน้อย  เสียงแคนไม่ไพเราะเท่าที่ควร ส่วนใหญ่เป่าตามโน้ตทำนองได้ แต่เสียงแคนมีจังหวะเบาไม่หนักแน่น  เสียงแคนไม่กระชับ  ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดพลาดของการฝึกในระยะเริ่มแรก คือ การฝึกใช้ลมเป่าที่ไม่ถูกวิธี มีการแบ่งจังหวะลมเป่าที่ไม่ถูกต้องจนติดเป็นนิสัยที่แก้ไขได้ยาก จึงกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเป่าแคนไม่ไพเราะ

                ดังนั้นเพื่อเป็นการฝึกปฏิบัติที่ถูกวิธีจนติดเป็นนิสัย  อันดับแรก (โดยเฉพาะผู้เริ่มฝึกเป่าแคนเบื้องต้น)จะต้องฝึกการเป่าลมเข้าและดูดลมออกให้ถูกวิธีก่อน เมื่อสามารถควบคุมทิศทางและจังหวะในการเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกได้ดีแล้ว จึงจะนำไปสู่การเป่าแคนที่ไพเราะได้  ซึ่งการใช้ลมเป่านั้นมีหลายลักษณะหรือหลายรูปแบบที่ผู้ฝึกเป่าจะต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ  เช่น การฝึกเป่าแบบใช้ลมยาวๆ  การใช้ลมสั้นๆ(โดยการแบ่งจังหวะลมเป็นชาวงสั้นๆ) ฝึกเป่าให้มีเสียงหนักเสียงเบา  นอกจากนี้ยังมีวิธีการฝึกเป่าให้เสียงแคนมีลักษณะแตกต่างกันหลายๆ แบบ  เช่น  การเป่าผ่อน  เป่าตัดลม  เป่าสะบัด และเป่าอ้อน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการปฏิบัติ เราจึงควรทบทวนเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีใช้ลมเป่าตามลำดับ ดังนี้
            การเป่าแคน  คำว่า “ การเป่าแคน” เป็นกิริยาการกระทำสองลักษณะที่ทำให้เกิดเป็นเสียงแคน คือ “การเป่า” เป็นการเป่าลมผ่านทางรูเป่าเข้าไปในเต้าแคน เมื่อลมผ่านลิ้นแคนเข้าไปในกู่แคนก็จะเกิดการสั่นสะเทือนแล้วเกิดเสียงดัง ส่วน“การดูด”เป็นการดูดลมกลับออกมาจากเต้าแคน(ดูดกลับคืน) ขณะที่ลมผ่านลิ้นแคนกลับออกมาก็จะเกิดการสั่นสะเทือนแล้วเกิดเสียงดังเช่นเดียวกับการเป่า ดังนั้นทั้งการเป่าลมเข้าและดูดลมออกที่ทำให้เกิดเป็นเสียงแคนจึงเรียกรวมกันว่า “ การเป่าแคน” ซึ่งโดยปกติทั้งการเป่าและการดูดจะเกิดขึ้นพร้อมกันกับการหายใจของผู้เป่า คือ ขณะที่หายใจออกจะเป็นการเป่าลมเข้าไปในเต้าแคน และขณะที่หายใจเข้าจะเป็นการดูดลมออกจากเต้าแคน ทำสลับกันไปเช่นนี้โดยอัตโนมัติตามช่วงเวลาการหายใจเข้าและหายใจออก จะเริ่มต้นด้วยการเป่าลมเข้าหรือดูดลมออกก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้เป่าเป็นสำคัญ


ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการฝึกเป่าลายแคน

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการฝึกเป่าลายแคน

         การฝึกเป่าลายแคน  ก่อนอื่นๆ ผู้ฝึกเป่าต้องมีทักษะพื้นฐานการใช้ลมเป่าแบบต่างๆ ทั้งลมสั้นและลมยาว ต้องเป็นผู้มีความมุ่งมั่น มีความคิดสร้างสรรค์ ขยันและอดทน นอกจากนี้จะต้องเป็นคนที่ช่างสังเกตและจดจำได้ดี ทั้งนี้เนื่องจากการเป่าลายแคนจะมีความแตกต่างและสลับซับช้อนกว่าการเป่าในระดับพื้นฐานทั่วไปที่เน้นการเป่าตามโน้ตและเป่าเป็นเพลงเป็นส่วนใหญ่  แต่สำหรับการเป่าลายแคนอีสานนี้จะเน้นการจดจำทำนองลายแคนดั้งเดิมที่จดจำสืบทอดกันมาตั้งแต่บรมครูแคนทั้งหลายในอดีต เป็นลายแคนดั้งเดิมที่สะท้อนให้เห็นสภาพสังคม ชีวิต ความเป็นอยู่และวัฒนธรรมอันดีงามของคนอีสานได้เป็นอย่างดี  ดังนั้นผู้ที่จะเป่าลายแคนได้ดีจะต้องอาศัยไหวพริบปฏิภาณในการสังเกต และความสามารถ ในการจดจำลีลาทำนองลายแคน ให้ได้ จะต้องเป่าให้ได้เสียงที่เป็นสำเนียงของคนอีสานจริงๆ จึงจะทำให้เสียงแคนหรือลายแคนนั้นๆ มีความไพเราะจับใจ  ฉะนั้นการฝึกเป่าลายแคนในลำดับต่อไปนี้จะไม่เน้นความสำคัญของตัวโน้ต  ตัวโน้ตเป็นเพียงแนวทางเพื่อให้รู้จังหวะและทำนองของลายแคนเท่านั้น ความสำคัญของการเป่าลายแคนจึงอยู่ที่กลเม็ดเด็ดพรายและลีลาการเป่าที่จะทำให้เกิดอารมณ์ความซาบซึ้งในเสียงแคนที่เป็นสำเนียงของคนอีสานอย่างแท้จริง
          การฝึกเป่าลายแคน ในอดีตกาลที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีหมอแคนที่มีชื่อเสียงซึ่ง เป็นบรมครูแห่งเสียงแคน เป็นผู้ที่มีความสามารถในการเป่าแคนได้อย่างไพเราะ ยังมีอยู่จำนวนมากกระจายอยู่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมทั้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งบูรพาจารย์ เหล่านั้นส่วนหนึ่งก็ได้กลับบ้านเก่ากันไปหมดแล้ว คงเหลือทิ้งไว้แต่ลายแคนอันแสนไพเราะเพราะพริ้งไว้เป็นมรดกอันล้ำค่าแห่งวัฒนธรรมดนตรีของคนอีสาน เก็บไว้ให้บูรพาจารย์ผู้เป็นหมอแคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้จดจำและสืบทอดเป็นสำเนียงเสียงสวรรค์ที่ชื่อว่า “ลายแคน”  เพื่อให้ลูกหลานไทยผู้มีใจรักในดนตรีแคนได้ฝึกฝนเรียนรู้สืบไป  ผู้เขียนในฐานะที่เป็นคนอีสานจึงขอเชิดชูบูชาบูรพาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยความเคารพยิ่ง และขอนำเอามรดกทางวัฒนธรรมนี้มาเผยแพร่แก่เยาวชนผู้สนใจได้ฝึกหัดเรียนรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยและชาวโลกสืบไป
            เริ่มต้นฝึกเป่าลายแคน การสาธิตและเผยแพร่ลายแคนครั้งนี้ ผู้เขียนได้ใช้แนวทำนองลายแคนจากครูแคนชื่อดังของเมืองไทยท่านหนึ่ง ชื่อ“ครูทองคำ  ไทยกล้า” ซึ่งอดีตท่านเป็นครูภูมิปัญญาไทย และเป็นวิทยากรพิเศษอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ท่านเล่าให้ฟังว่าได้ฝึกเป่าแคนตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยไปฝึกกับครูแคนที่ประเทศลาว ประมาณปี พ.ศ. 2500 ด้วยการช่วยงานทำนาทำไร่เป็นค่าตอบแทน(ค่าเล่าเรียน)สำหรับครูแคน เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ได้เที่ยวแสดงในงานต่างๆ เรื่อยมา จนกระทั่งประเทศลาวได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้เดินทางกลับประเทศไทย และสุดท้ายก็ได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษของวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด  ผู้เขียนได้เรียนการเป่าแคนจาก “ครูทองคำ  ไทยกล้า”  ตั้งแต่อายุยังหนุ่ม ท่านได้สอนเป่าแคน ลายแคน และแนวทางในการถ่ายทอดความรู้ไว้อย่างสมบูรณ์  ดังนั้นเพื่อเป็นการบูชาพระคุณของบูรพาจารย์ทั้งหลาย ผู้เขียนจึงขอนำลายแคนที่ได้รับการฝึกฝนมาถ่ายทอดเป็นวิทยาทานแก่เยาวชนและผู้สนใจทั่วไปเรียนรู้ตามลำดับขั้น ดังนี้ ลายแคนพื้นบ้านอีสาน เป็นลายแคนที่มีทำนองยังคงเป็นแบบดั้งเดิมที่หมอแคนในอดีตได้จดจำและเป่าสืบทอดกันมาทั้งลายแคนทางสั้นและลายแคนทางยาว ซึ่งแต่ละลายก็จะแบ่งออกเป็นลายย่อยๆ อีกมากมาย  การฝึกเป่าแคนอาจเริ่มต้นการฝึกได้หลายแบบ เช่น อาจจะเริ่มฝึกเป่าไล่ระดับเสียงในขั้นพื้นฐานก่อน เมื่อมีพื้นฐานดีแล้วจึงเริ่มฝึกเป่าลายแคนที่ยากขึ้น
           สำหรับการเป่าลายแคนพื้นบ้านอีสาน ท่านผู้รู้ผู้เป็นบูรพาจารย์ด้านการเป่าแคนทั้งหลายได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “การฝึกเป่าแคนถ้าจะฝึกเป่าให้ได้ดี มีเสียงแคนและทำนองแคนที่ไพเราะนั้นจะต้องเริ่มฝึกลายแคนที่เป็นลายแม่บทก่อน เมื่อได้ลายแคนที่เป็นแม่บทแล้วจะไปฝึกลายอื่นๆก็จะง่าย”  ผู้เขียนได้วิเคราะห์ข้อคิดนี้แล้วเห็นว่าเป็นการนำไปสู่วิธีการฝึกปฏิบัติที่ถูกต้อง  จากการสังเกตการฝึกเป่าแคนของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ที่ได้รับการส่งเสริมในสถาบันการศึกษาทั้งในระดับประถมและมัธยมศึกษาส่วนใหญ่จะเน้นการเป่าตามโน้ต เพลง โดยแยกฝึกเป่าลายที่บรรยายภาพพจน์โดยใช้ทำนองแคนลายใหญ่ หรือบางทีก็ใช้ทำนองแคนลายน้อยอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว จึงเป็น การฝึกใช้นิ้วมือที่ไม่ครบทุกเสียงในทำนองลายเดียวกัน จึงทำให้เกิดปัญหา เช่น ถ้าผู้เป่าเคยชินกับการเป่าลายน้อยก็จะไม่ถนัดในการเป่าลายใหญ่ หรือคนที่เคยชินกับการเป่าลายใหญ่ก็จะไม่ถนัดในการเป่าลายน้อย ดังนี้เป็นต้น ฉะนั้นเพื่อให้ผู้ฝึกเป่ามีทักษะที่ดีในการเป่าแคน ผู้เขียนจึงนำเสนอการฝึกเป่าแคนตามแนวทางของหมอแคนรุ่นบรมครูทั้งหลายที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา คือ ให้ฝึกลาย “สุดสะแนน” ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะหมอแคนทั้งหลายจะถือว่า “ลายสุดสะแนน” เป็นลายเอก ลายหลัก ลายครู หรือลายแม่บท และยังเป็นลายพื้นฐานที่ดีได้อีกด้วย ทั้งนี้เนื่องลายสุดสะแนนเป็นลายที่มีจังหวะลีลาและทำนองที่หลากหลาย สามารถฝึกเป่าลายนี้ได้ทั้งผู้เริ่มฝึกใหม่ ตั้งแต่การใช้เสียง 2 เสียงนำมาเรียงปะติดต่อกันเป็นลีลาจังหวะต่างๆ จนถึงการใช้เสียงครบทั้ง 7 เสียงที่มีในเสียงแคน โดยลีลาทำนองของลายสุดสะแนนจะไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือ ผู้เป่าสามารถสร้างสรรค์ลีลา จังหวะ ทำนอง ได้ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างหลากหลาย นั่นเอง

............